Header

ตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ (EKG/ECG) คืออะไร? ตรวจเพื่ออะไร ใครบ้างควรตรวจ

ตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ

 

การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจเป็นหนึ่งในการตรวจพื้นฐานที่แพทย์ใช้ประเมิน การทำงานของหัวใจ โดยเฉพาะเมื่อผู้ป่วยมีอาการเจ็บหน้าอก ใจสั่น เหนื่อยผิดปกติ หน้ามืด หรือหมดสติ การตรวจใช้เวลาไม่นาน ไม่ทำให้เจ็บ และไม่มีการปล่อยกระแสไฟฟ้าเข้าสู่ร่างกาย

ผลตรวจจะบันทึกออกมาเป็นกราฟ ซึ่งช่วยให้แพทย์ประเมินอัตราการเต้น จังหวะการเต้น และการนำสัญญาณไฟฟ้าภายในหัวใจ รวมถึงค้นหาความผิดปกติบางอย่างที่อาจเกี่ยวข้องกับโรคหัวใจ

คำตอบโดยสรุป

การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ หรือ EKG/ECG คือการบันทึกสัญญาณไฟฟ้าที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติขณะหัวใจเต้น ช่วยประเมินอัตราและจังหวะการเต้นของหัวใจ รวมถึงค้นหาสัญญาณของภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด และความผิดปกติของระบบนำไฟฟ้าหัวใจบางชนิด

การตรวจใช้เวลาประมาณ 5–10 นาที ไม่ต้องงดน้ำหรืออาหาร และไม่มีการปล่อยไฟฟ้าเข้าสู่ร่างกาย อย่างไรก็ตาม ผลตรวจปกติไม่สามารถตัดโรคหัวใจได้ทุกชนิด

EKG และ ECG ต่างกันหรือไม่?

EKG และ ECG คือการตรวจชนิดเดียวกัน ย่อมาจากคำว่า Electrocardiogram

คำว่า ECG มาจากภาษาอังกฤษ ส่วน EKG มีที่มาจากคำในภาษาเยอรมันว่า Elektrokardiogramm ทั้งสองคำใช้เรียกการตรวจที่บันทึก สัญญาณไฟฟ้าของหัวใจเหมือนกัน ไม่มีความแตกต่างในด้านวิธีตรวจหรือผลการตรวจ

การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจคืออะไร?

การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ หรือ Electrocardiogram เป็นการบันทึกสัญญาณไฟฟ้าขนาดเล็กที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติขณะหัวใจเต้น โดยเจ้าหน้าที่จะติดแผ่นรับสัญญาณที่เรียกว่า อิเล็กโทรด บริเวณหน้าอก แขน และขา จากนั้นเชื่อมต่อกับเครื่องตรวจเพื่อบันทึกผลออกมาเป็นกราฟ

เครื่องตรวจทำหน้าที่รับและบันทึกสัญญาณจากร่างกายเท่านั้น ไม่ได้ปล่อยกระแสไฟฟ้าเข้าสู่ร่างกาย จึงเป็นการตรวจที่รวดเร็ว ไม่เจ็บ และโดยทั่วไปมีความปลอดภัยสูง

การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจขณะพักมักใช้เวลาเพียงไม่กี่นาที แต่อาจใช้เวลารวมประมาณ 5–10 นาที สำหรับการเตรียมผิวหนัง ติดอุปกรณ์ และบันทึกผล

กราฟคลื่นไฟฟ้าหัวใจบอกอะไรได้บ้าง?

แพทย์สามารถใช้กราฟคลื่นไฟฟ้าหัวใจประเมินข้อมูลสำคัญ ได้แก่

  • อัตราการเต้นของหัวใจว่าเร็วหรือช้ากว่าปกติหรือไม่
  • จังหวะการเต้นของหัวใจว่าสม่ำเสมอหรือผิดจังหวะ
  • การนำกระแสไฟฟ้าผ่านส่วนต่าง ๆ ของหัวใจ
  • สัญญาณที่อาจสัมพันธ์กับกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด
  • สัญญาณของกล้ามเนื้อหัวใจตายที่กำลังเกิดขึ้นหรือเคยเกิดขึ้น
  • ลักษณะที่อาจบ่งชี้ว่ากล้ามเนื้อหัวใจบางห้องหนาตัว
  • ความผิดปกติที่อาจสัมพันธ์กับระดับเกลือแร่ในเลือด
  • ผลของยาหรืออุปกรณ์ควบคุมจังหวะหัวใจบางประเภท

ข้อควรรู้: ผลตรวจที่ผิดปกติไม่ได้ยืนยันโรคได้ทุกกรณี และผลตรวจที่ปกติก็ไม่สามารถตัดโรคหัวใจออกได้ทั้งหมด แพทย์จึงต้องแปลผลร่วมกับอาการ ประวัติสุขภาพ การตรวจร่างกาย และผลตรวจอื่น

ตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจเพื่ออะไร?

1. ประเมินภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ

การตรวจสามารถแสดงให้เห็นว่าหัวใจเต้นเร็วเกินไป ช้าเกินไป หรือเต้นไม่สม่ำเสมอ เช่น ภาวะหัวใจห้องบนสั่นพลิ้ว หรือ Atrial Fibrillation

2. ประเมินผู้ที่มีอาการเจ็บหน้าอก

ในผู้ที่มีอาการเจ็บหรือแน่นหน้าอก การตรวจ EKG/ECG เป็นหนึ่งในการตรวจเบื้องต้นที่ช่วยประเมินภาวะกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด หรือกล้ามเนื้อหัวใจตาย

อย่างไรก็ตาม การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจเพียงอย่างเดียว ไม่สามารถแสดงตำแหน่งการตีบของหลอดเลือดหัวใจได้โดยตรง และบางรายอาจมีผลตรวจปกติแม้มีโรคหลอดเลือดหัวใจ จึงอาจต้องตรวจเลือด ตรวจสมรรถภาพหัวใจ หรือถ่ายภาพหัวใจเพิ่มเติม

3. ค้นหาสาเหตุของอาการใจสั่น หน้ามืด หรือหมดสติ

อาการดังกล่าวอาจเกี่ยวข้องกับความผิดปกติของจังหวะหัวใจ การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจจึงช่วยประเมินว่า มีสัญญาณผิดปกติในขณะตรวจหรือไม่

4. ประเมินโครงสร้างและการทำงานของหัวใจเบื้องต้น

กราฟบางลักษณะอาจบ่งชี้ถึงกล้ามเนื้อหัวใจหนาตัว ภาวะหัวใจโต หรือความผิดปกติของระบบนำไฟฟ้าหัวใจ แต่หากต้องการประเมินโครงสร้างหัวใจโดยละเอียด แพทย์อาจพิจารณาตรวจหัวใจด้วยคลื่นเสียงสะท้อนความถี่สูง หรือ Echocardiogram เพิ่มเติม

5. ติดตามผลการรักษา

ผู้ที่ได้รับยาควบคุมจังหวะหัวใจ ใส่เครื่องกระตุ้นหัวใจ หรืออยู่ระหว่างการรักษาโรคหัวใจ อาจได้รับการตรวจเพื่อประเมินผลการรักษา และติดตามการเปลี่ยนแปลงของหัวใจ

6. ประเมินความพร้อมก่อนการรักษาหรือผ่าตัด

แพทย์อาจพิจารณาตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจก่อนการผ่าตัด หรือหัตถการบางประเภท โดยขึ้นอยู่กับอายุ อาการ โรคประจำตัว ความเสี่ยงของผู้ป่วย และชนิดของการผ่าตัด

การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจตรวจพบโรคอะไรได้บ้าง?

ผลตรวจอาจช่วยให้แพทย์พบสัญญาณที่สัมพันธ์กับภาวะต่าง ๆ เช่น

  • ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ
  • กล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด
  • กล้ามเนื้อหัวใจตาย
  • ความผิดปกติของระบบนำไฟฟ้าหัวใจ
  • กล้ามเนื้อหัวใจห้องล่างซ้ายหนาตัว
  • โรคกล้ามเนื้อหัวใจบางชนิด
  • ความผิดปกติที่อาจสัมพันธ์กับโพแทสเซียมหรือแคลเซียมในเลือด
  • ผลข้างเคียงจากยาบางชนิด
  • การทำงานผิดปกติของเครื่องกระตุ้นหัวใจบางกรณี

การตรวจ EKG/ECG ไม่ได้ใช้ยืนยันโรคทุกชนิดโดยลำพัง หากพบความผิดปกติ แพทย์อาจแนะนำการตรวจเพิ่มเติม เพื่อหาสาเหตุและยืนยันการวินิจฉัย

ใครบ้างควรตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ?

ผู้ที่มีอาการผิดปกติ

  • เจ็บ แน่น หรือรู้สึกกดทับบริเวณหน้าอก
  • ใจสั่น หรือรู้สึกว่าหัวใจเต้นผิดจังหวะ
  • เหนื่อยง่าย หายใจไม่อิ่ม หรือหอบผิดปกติ
  • หน้ามืด วิงเวียน หรือหมดสติ
  • อ่อนเพลียผิดปกติโดยไม่ทราบสาเหตุ
  • ชีพจรเร็ว ช้า หรือไม่สม่ำเสมอ

ผู้ที่มีโรคหรือปัจจัยเสี่ยง

  • มีประวัติโรคหัวใจหรือภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ
  • มีความดันโลหิตสูง
  • เป็นโรคเบาหวาน
  • มีไขมันในเลือดสูง
  • มีภาวะอ้วนหรือน้ำหนักเกิน
  • สูบบุหรี่
  • มีประวัติครอบครัวเป็นโรคหัวใจหรือเสียชีวิตกะทันหัน
  • ใช้ยาที่อาจส่งผลต่อจังหวะหรือการนำไฟฟ้าของหัวใจ
  • กำลังเตรียมเข้ารับการผ่าตัดตามข้อบ่งชี้ของแพทย์

อายุเพียงอย่างเดียวไม่ใช่ข้อกำหนดว่าทุกคนต้องตรวจ คลื่นไฟฟ้าหัวใจเป็นประจำ การพิจารณาตรวจควรขึ้นอยู่กับอาการ ปัจจัยเสี่ยง ประวัติสุขภาพ และคำแนะนำของแพทย์

ไม่มีอาการ สามารถตรวจ EKG/ECG ได้หรือไม่?

ผู้ที่ไม่มีอาการสามารถรับการตรวจได้ หากแพทย์เห็นว่ามีข้อบ่งชี้ เช่น มีโรคประจำตัว มีปัจจัยเสี่ยงโรคหัวใจ มีประวัติครอบครัวเป็นโรคหัวใจ หรือจำเป็นต้องประเมินก่อนการรักษาบางประเภท

อย่างไรก็ตาม การตรวจเป็นประจำในผู้ที่ไม่มีอาการและมีความเสี่ยงต่ำ อาจไม่จำเป็นสำหรับทุกคน เนื่องจากผลที่ผิดปกติเล็กน้อย อาจนำไปสู่การตรวจเพิ่มเติมโดยไม่จำเป็น ความถี่และความเหมาะสมจึงควรปรึกษาแพทย์เป็นรายบุคคล

ขั้นตอนการตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ

  1. ผู้เข้ารับการตรวจนอนหงายบนเตียงตรวจ
  2. เจ้าหน้าที่อาจขอให้ถอดเครื่องประดับหรือเสื้อผ้าบริเวณหน้าอก
  3. ทำความสะอาดผิวหนัง และอาจโกนขนบางส่วนหากจำเป็น เพื่อให้อิเล็กโทรดแนบกับผิวได้ดี
  4. ติดอิเล็กโทรดบริเวณหน้าอก แขน และขา
  5. นอนนิ่ง ผ่อนคลาย และหายใจตามปกติขณะเครื่องบันทึกสัญญาณ
  6. เมื่อบันทึกเสร็จ เจ้าหน้าที่จะนำอิเล็กโทรดออก

ระหว่างตรวจควรหลีกเลี่ยงการพูด ขยับตัว หรือเกร็งกล้ามเนื้อ เพราะอาจรบกวนสัญญาณและทำให้กราฟคลาดเคลื่อนได้

ตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจเจ็บหรือไม่?

โดยทั่วไปการตรวจไม่ทำให้เจ็บ เนื่องจากไม่มีเข็ม ไม่มีการฉีดยา และไม่มีการปล่อยไฟฟ้าเข้าสู่ร่างกาย

บางคนอาจรู้สึกไม่สบายเล็กน้อยขณะลอกแผ่นอิเล็กโทรดออก หรืออาจมีรอยแดงและการระคายเคืองชั่วคราวบริเวณที่ติดแผ่น โดยเฉพาะผู้ที่มีผิวบอบบางหรือแพ้กาว

ต้องเตรียมตัวก่อนตรวจอย่างไร?

การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจขณะพักไม่จำเป็นต้องงดน้ำหรืองดอาหาร ผู้เข้ารับการตรวจสามารถรับประทานอาหารและยาประจำได้ตามปกติ เว้นแต่แพทย์ให้คำแนะนำเป็นอย่างอื่น

ข้อแนะนำก่อนตรวจ ได้แก่

  • พักผ่อนให้เพียงพอ
  • สวมเสื้อผ้าที่ถอดหรือเปิดบริเวณหน้าอกได้สะดวก
  • หลีกเลี่ยงการทาโลชั่น น้ำมัน หรือครีมบริเวณหน้าอกในวันตรวจ เพราะอาจทำให้อิเล็กโทรดติดไม่แน่น
  • แจ้งแพทย์เกี่ยวกับโรคประจำตัวและยาที่ใช้อยู่
  • แจ้งเจ้าหน้าที่หากมีเครื่องกระตุ้นหัวใจ หรืออุปกรณ์ทางการแพทย์ฝังในร่างกาย
  • หลีกเลี่ยงการออกกำลังกายหนักทันที ก่อนเข้ารับการตรวจ หากไม่ได้รับคำแนะนำให้ทำ

หลังตรวจต้องพักฟื้นหรือไม่?

หลังตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจขณะพัก ผู้เข้ารับการตรวจสามารถกลับไปทำกิจกรรมตามปกติได้ทันที ไม่จำเป็นต้องนอนโรงพยาบาลหรือพักฟื้น

หากพบความผิดปกติ แพทย์อาจแนะนำให้ตรวจเพิ่มเติม เช่น

  • ตรวจเลือดหาสารบ่งชี้ความเสียหายของกล้ามเนื้อหัวใจ
  • ติดเครื่องบันทึกคลื่นไฟฟ้าหัวใจแบบพกพา หรือ Holter Monitor
  • ทดสอบสมรรถภาพหัวใจด้วยการออกกำลังกาย
  • ตรวจหัวใจด้วยคลื่นเสียงสะท้อนความถี่สูง
  • ตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์หลอดเลือดหัวใจ
  • สวนหัวใจและฉีดสีตรวจหลอดเลือดหัวใจ

ชนิดของการตรวจเพิ่มเติมจะขึ้นอยู่กับอาการ ผลตรวจเบื้องต้น และการประเมินของแพทย์

หากมีอาการเป็นบางครั้ง แต่ผล EKG ปกติ หมายความว่าอย่างไร?

การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจขณะพักบันทึกการทำงานของหัวใจ ในช่วงเวลาสั้น ๆ หากอาการใจสั่น หน้ามืด หรือหัวใจเต้นผิดจังหวะเกิดขึ้นเป็นครั้งคราว อาการอาจไม่เกิดในขณะที่กำลังตรวจ ทำให้ผล EKG/ECG ขณะพักดูปกติได้

แพทย์อาจพิจารณาใช้เครื่องบันทึกคลื่นไฟฟ้าหัวใจแบบพกพา เช่น Holter Monitor ซึ่งสามารถติดตามจังหวะหัวใจต่อเนื่อง เป็นเวลา 24–48 ชั่วโมงหรือมากกว่านั้น หรือใช้อุปกรณ์บันทึกเหตุการณ์ตามความเหมาะสม

EKG/ECG ต่างจาก Exercise Stress Test อย่างไร?

หัวข้อ EKG/ECG ขณะพัก Exercise Stress Test
ลักษณะการตรวจ บันทึกสัญญาณไฟฟ้าขณะนอนพัก บันทึกสัญญาณร่วมกับการออกกำลังกาย
วัตถุประสงค์ ประเมินอัตรา จังหวะ และระบบนำไฟฟ้าของหัวใจ ประเมินการตอบสนองของหัวใจเมื่อทำงานหนักขึ้น
ข้อจำกัด อาจไม่พบความผิดปกติที่เกิดเฉพาะขณะออกแรง อาจไม่เหมาะกับผู้ที่ไม่สามารถออกกำลังกายได้

แพทย์จะเลือกวิธีตรวจให้เหมาะกับอาการ ภาวะสุขภาพ และความเสี่ยงของแต่ละบุคคล

ควรตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจบ่อยแค่ไหน?

ไม่มีข้อกำหนดตายตัวว่าทุกคนต้องตรวจปีละครั้ง ความถี่ในการตรวจขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ได้แก่

  • อาการของผู้เข้ารับการตรวจ
  • โรคประจำตัว
  • ประวัติโรคหัวใจ
  • ยาที่กำลังใช้
  • ผลตรวจครั้งก่อน
  • แผนการรักษาและการติดตามของแพทย์

ผู้ที่มีโรคหัวใจหรือมีภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ อาจต้องตรวจตามนัด ส่วนผู้ที่ไม่มีอาการและมีความเสี่ยงต่ำ ควรปรึกษาแพทย์ว่าจำเป็นต้องตรวจหรือไม่ แทนการกำหนดตรวจทุกปีด้วยตนเอง

หญิงตั้งครรภ์ตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจได้หรือไม่?

หญิงตั้งครรภ์สามารถตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจได้เมื่อมีข้อบ่งชี้ เนื่องจากเครื่องตรวจทำหน้าที่รับสัญญาณไฟฟ้าที่เกิดจากหัวใจ ไม่ได้ปล่อยกระแสไฟฟ้าหรือรังสีเข้าสู่ร่างกาย

หากหญิงตั้งครรภ์มีอาการใจสั่น เจ็บหน้าอก เหนื่อยผิดปกติ หน้ามืด หรือมีโรคหัวใจเดิม ควรแจ้งสูตินรีแพทย์หรือแพทย์ผู้ดูแลเพื่อรับการประเมิน อย่างเหมาะสม

ข้อจำกัดของการตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ

  • บันทึกการทำงานของหัวใจเพียงช่วงเวลาสั้น ๆ
  • อาจไม่พบความผิดปกติที่เกิดขึ้นเป็นครั้งคราว
  • ผลปกติไม่สามารถยืนยันว่าไม่มีโรคหลอดเลือดหัวใจ
  • ไม่สามารถแสดงตำแหน่งหลอดเลือดหัวใจตีบได้โดยตรง
  • ไม่ได้แสดงโครงสร้าง ลิ้นหัวใจ หรือประสิทธิภาพการบีบตัวของหัวใจโดยละเอียด
  • ผลตรวจอาจถูกรบกวนจากการเคลื่อนไหว การเกร็งกล้ามเนื้อ หรือการติดอิเล็กโทรดไม่แน่น

แพทย์จึงต้องพิจารณาผลตรวจร่วมกับอาการ ประวัติสุขภาพ และผลการตรวจอื่นเสมอ

อาการแบบใดควรไปโรงพยาบาลทันที?

  • เจ็บหรือแน่นหน้าอกรุนแรง
  • เจ็บหน้าอกร้าวไปแขน ไหล่ กราม หลัง หรือลิ้นปี่
  • หายใจลำบาก เหงื่อออกมาก ตัวเย็น หรือคลื่นไส้ร่วมกับอาการเจ็บหน้าอก
  • ใจสั่นรุนแรงร่วมกับหน้ามืดหรือหมดสติ
  • อ่อนแรงเฉียบพลัน หรือรู้สึกเหมือนกำลังจะหมดสติ
  • มีอาการผิดปกติรุนแรงในผู้ที่มีประวัติโรคหัวใจ

ไม่ควรรอเข้ารับการตรวจสุขภาพตามนัด เนื่องจากอาการเหล่านี้อาจเป็นสัญญาณของภาวะฉุกเฉินทางหัวใจ ที่ต้องได้รับการประเมินอย่างเร่งด่วน

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการตรวจ EKG/ECG

ตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจใช้เวลานานหรือไม่?

การบันทึกสัญญาณใช้เวลาเพียงไม่กี่นาที เมื่อรวมขั้นตอนการเตรียมตัวและติดอิเล็กโทรดแล้ว โดยทั่วไปอาจใช้เวลาประมาณ 5–10 นาที

ต้องงดน้ำหรืองดอาหารก่อนตรวจหรือไม่?

การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจขณะพักไม่จำเป็นต้องงดน้ำ หรืองดอาหาร เว้นแต่มีการตรวจหรือหัตถการอื่นร่วมด้วย และแพทย์ให้คำแนะนำเฉพาะ

เครื่องตรวจปล่อยไฟฟ้าเข้าสู่ร่างกายหรือไม่?

ไม่ปล่อย เครื่องทำหน้าที่รับและบันทึกสัญญาณไฟฟ้า ที่หัวใจสร้างขึ้นตามธรรมชาติเท่านั้น

ผลตรวจปกติแปลว่าไม่มีโรคหัวใจใช่หรือไม่?

ไม่เสมอไป โรคหัวใจบางชนิดอาจไม่แสดงความผิดปกติในขณะพัก หรือไม่สามารถตรวจพบได้ด้วย EKG/ECG เพียงอย่างเดียว แพทย์อาจพิจารณาตรวจเพิ่มเติมตามอาการและความเสี่ยง

สมาร์ตวอตช์ใช้แทน EKG ที่โรงพยาบาลได้หรือไม่?

อุปกรณ์สวมใส่บางชนิดสามารถบันทึกคลื่นไฟฟ้าหัวใจ แบบช่องสัญญาณเดียว และอาจช่วยตรวจจับความผิดปกติบางประเภทได้ แต่ไม่สามารถทดแทนการตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจมาตรฐาน และการประเมินโดยแพทย์ได้

หากอุปกรณ์แจ้งเตือนความผิดปกติหรือมีอาการร่วม ควรนำข้อมูลไปปรึกษาแพทย์

สรุป

การตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ หรือ EKG/ECG เป็นการตรวจที่รวดเร็ว ไม่เจ็บ และไม่มีการปล่อยกระแสไฟฟ้าเข้าสู่ร่างกาย ช่วยประเมินอัตราและจังหวะการเต้นของหัวใจ ระบบนำไฟฟ้าหัวใจ และค้นหาสัญญาณผิดปกติบางชนิด

การตรวจเหมาะสำหรับผู้ที่มีอาการเจ็บหน้าอก ใจสั่น เหนื่อยง่าย หน้ามืด หมดสติ หรือมีโรคและปัจจัยเสี่ยงเกี่ยวกับหัวใจ อย่างไรก็ตาม ผลตรวจปกติไม่สามารถตัดโรคหัวใจได้ทุกชนิด และไม่จำเป็นต้องตรวจเป็นประจำทุกปีในทุกคน

หากมีอาการผิดปกติหรือกังวลเกี่ยวกับสุขภาพหัวใจ ควรเข้ารับการประเมินจากแพทย์ เพื่อค้นหาสาเหตุและวางแผนตรวจรักษาอย่างเหมาะสม



ศูนย์การรักษาที่เกี่ยวข้อง

ศูนย์หัวใจ

สถานที่

เวลาทำการ

เบอร์ติดต่อ

055909000

แพทย์แนะนำ

ศูนย์ศัลยกรรมทั่วไป

พญ.กิติยา จันทรวิถี

พญ.กิติยา จันทรวิถี

ศูนย์ศัลยกรรมทั่วไป

อายุรแพทย์โรคหัวใจและหลอดเลือด

นพ. ลิขิต กำธรวิจิตรกุล

ศัลยเเพทย์ออร์ปิดิกส์

บทความที่เกี่ยวข้อง

27 พฤษภาคม 2567

สูบบุหรี่ พฤติกรรมร้าย ทำลายหัวใจ

เสียชีวิตอันดับหนึ่งของคนไทย โดยส่วนใหญ่เป็นโรคเส้นเลือดหัวใจตีบ ซึ่งการสูบบุหรี่เป็นสาเหตุที่สำคัญ ผู้สูบบุหรี่มีโอกาสเสียชีวิตจากหัวใจวาย ในอายุประมาณ 30-40 ปี ซึ่งสูงกว่าผู้ไม่สูบถึง 5 เท่า สารพิษในควันบุหรี่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของหลอดเลือดทั่วร่างกาย

blank โรงพยาบาลพิษณุเวช

ดูรายละเอียดเพิ่มเติม

27 พฤษภาคม 2567

สูบบุหรี่ พฤติกรรมร้าย ทำลายหัวใจ

เสียชีวิตอันดับหนึ่งของคนไทย โดยส่วนใหญ่เป็นโรคเส้นเลือดหัวใจตีบ ซึ่งการสูบบุหรี่เป็นสาเหตุที่สำคัญ ผู้สูบบุหรี่มีโอกาสเสียชีวิตจากหัวใจวาย ในอายุประมาณ 30-40 ปี ซึ่งสูงกว่าผู้ไม่สูบถึง 5 เท่า สารพิษในควันบุหรี่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของหลอดเลือดทั่วร่างกาย

blank โรงพยาบาลพิษณุเวช

ดูรายละเอียดเพิ่มเติม

26 มิถุนายน 2567

โซเดียมแฝง ภัยเงียบแอบมากับอาหาร

โซเดียมแฝงเป็นปัญหาสุขภาพที่ไม่ควรมองข้าม เนื่องจากการบริโภคโซเดียมมากเกินไปสามารถนำไปสู่ปัญหาสุขภาพรุนแรงได้ การรู้จักแหล่งโซเดียมแฝงในอาหารและวิธีการลดการบริโภคโซเดียมจะช่วยให้เรามีสุขภาพที่ดีและป้องกันปัญหาสุขภาพในอนาคต การเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตเล็กน้อย เช่น การอ่านฉลากโภชนาการ การเลือกอาหารสด และการปรุงอาหารที่บ้าน สามารถช่วยลดการบริโภคโซเดียมและเสริมสร้างสุขภาพที่ดีให้กับร่างกาย

blank โรงพยาบาลพิษณุเวช

ดูรายละเอียดเพิ่มเติม

26 มิถุนายน 2567

โซเดียมแฝง ภัยเงียบแอบมากับอาหาร

โซเดียมแฝงเป็นปัญหาสุขภาพที่ไม่ควรมองข้าม เนื่องจากการบริโภคโซเดียมมากเกินไปสามารถนำไปสู่ปัญหาสุขภาพรุนแรงได้ การรู้จักแหล่งโซเดียมแฝงในอาหารและวิธีการลดการบริโภคโซเดียมจะช่วยให้เรามีสุขภาพที่ดีและป้องกันปัญหาสุขภาพในอนาคต การเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตเล็กน้อย เช่น การอ่านฉลากโภชนาการ การเลือกอาหารสด และการปรุงอาหารที่บ้าน สามารถช่วยลดการบริโภคโซเดียมและเสริมสร้างสุขภาพที่ดีให้กับร่างกาย

blank โรงพยาบาลพิษณุเวช

ดูรายละเอียดเพิ่มเติม
‘ภาวะหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลัน’ ภัยเงียบที่มาพร้อมกับอายุที่มากขึ้น

ภาวะหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลัน (Sudden Cardiac Arrest) คือ ภาวะที่หัวใจทำงานผิดปกติ จนไม่มีการบีบตัวหรือหยุดเต้นทันที โดยไม่มีอาการเตือนล่วงหน้า

blank ดร.นพ.กิติกร วิชัยเรืองธรรม อายุรแพทย์โรคหัวใจ รพ. พิษณุเวช

ดูรายละเอียดเพิ่มเติม
‘ภาวะหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลัน’ ภัยเงียบที่มาพร้อมกับอายุที่มากขึ้น

ภาวะหัวใจหยุดเต้นเฉียบพลัน (Sudden Cardiac Arrest) คือ ภาวะที่หัวใจทำงานผิดปกติ จนไม่มีการบีบตัวหรือหยุดเต้นทันที โดยไม่มีอาการเตือนล่วงหน้า

blank ดร.นพ.กิติกร วิชัยเรืองธรรม อายุรแพทย์โรคหัวใจ รพ. พิษณุเวช

ดูรายละเอียดเพิ่มเติม