เป็นเบาหวานขณะตั้งครรภ์ อันตรายอย่างไร
“คุณหมอคะ ทารกตัวใหญ่มาก คลอดติดไหล่ค่ะ!”
เสียงคุณพยาบาลที่ห้องทำคลอดตะโกนร้องเรียกสูติแพทย์ที่กำลังทำคลอดเคสอื่นอยู่ใกล้ๆ ด้วยความตื่นเต้นตกใจ การทำคลอดวันนั้นผ่านพ้นไปด้วยความทุลักทุเล ผลคือทารกมีน้ำหนัก 4200 กรัมและมีภาวะสำลักน้ำคล่ำและปอดติดเชื้อ จึงต้องนอนอยู่ในห้องไอซียูไปก่อน ภายใต้การดูแลร่วมกันของกุมารแพทย์
เป็นเบาหวานขณะตั้งครรภ์ เกิดจากอะไร ?
หญิงตั้งครรภ์รายนี้มีภาวะเบาหวานที่เพิ่งวินิจฉัยขณะตั้งครรภ์โดยวิธีมาตรฐานคือดื่มน้ำตาลแล้วตรวจวัดระดับน้ำตาลก่อนและหลังดื่ม หากสูงผิดปกติถือว่าเป็นเบาหวานขณะตั้งครรภ์ ซึ่งปัจจุบันกำหนดให้ตรวจคัดกรองโรคเบาหวานในหญิงตั้งครรภ์ทุกราย ตั้งแต่การมาตรวจครรภ์ครั้งแรกหรือเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้เพื่อลดภาวะแทรกซ้อนที่เกิดขึ้น รวมทั้งได้รับการดูแลแบบครบวงจรโดยแพทย์เฉพาะทางสูตินรีแพทย์ (Obstetic and gynecologist) ร่วมกับแพทย์เฉพาะทางด้านต่อมไร้ท่อและเมแทบอลิสม (Endocrinologist) ในขณะตั้งครรภ์
เป็นเบาหวานขณะตั้งครรภ์ วินิจฉัยได้อย่างไร ?
การวินิจฉัยโรคเบาหวานขณะตั้งครรภ์ในปัจจุบัน นิยมใช้วิธี 2-steps ได้แก่การตรวจคัดกรองครั้งแรกโดยให้กลืนน้ำตาล 50 กรัม โดยไม่ต้องงดอาหาร แล้วเจาะระดับน้ำตาลในเลือดในอีก 1 ชั่วโมงถัดมา หากพบค่าตั้งแต่ 140 mg/dL ถือว่าสูงผิดปกติ จึงต้องทำขั้นตอนที่ 2 ต่อ คือให้งดอาหาร แล้วเจาะระดับน้ำตาลในเลือดก่อนกลืนน้ำตาล 100 กรัม หลังจากกลืนน้ำตาลจะมีการเจาะระดับน้ำตาลในเลือดที่ 1, 2 และ 3 ชั่วโมง ซึ่งโดยรวมแล้วจะมีค่าน้ำตาล 4 ค่า หากสูงเกินเกณฑ์ตั้งแต่ 2 ค่าขึ้นไปถือว่าได้รับการวินิจฉัยโรคเบาหวานขณะตั้งครรภ์ ค่าปกติได้แก่ ค่าที่น้อยกว่า 95 mg/dL ก่อนกลืนน้ำตาล ค่า 180 mg/dL, 155 mg/dL และ 140 mg/dL ที่ 1, 2 และ 3 ชั่วโมงหลังกลืนน้ำตาลตามลำดับ

การแบ่งชนิดของเบาหวานขณะตั้งครรภ์ในปัจจุบันแบ่งเป็นสองชนิดได้แก่
- overt DM in pregnancy คือผู้ที่เป็นโรคเบาหวานตั้งแต่ก่อนตั้งครรภ์ และ
- Gestational DM คือเพิ่งได้รับการวินิจฉันโรคเบาหวานขณะตั้งครรภ์
ทั้งนี้การดูแลรักษาโรคเบาหวานทั้งสองชนิดจะมีความคล้ายคลึงกัน ดังจะกล่าวต่อไป
อาการของโรคเบาหวาน
สำหรับอาการที่ช่วยบ่งบอกว่ามีแนวโน้มจะเป็นเบาหวานขณะตั้งครรภ์ได้แก่ การมีปัสสาวะมากขึ้น กระหายน้ำมากขึ้น น้ำหนักลดหรือเพิ่มขึ้นมากผิดปกติ หรือมีภาวะแทรกซ้อนแล้วจากการตั้งครรภ์ เช่นสายตาแย่ลงตาพร่ามัว มีโรคหลอดเหลือดสมอง โรคหลอดเลือดหัวใจ หรือโรคไตผิดปกติ เป็นต้น เมื่อมีอาการเหล่านี้ข้อใดข้อหนึ่งหรือหลายข้อควรรีบปรึกษาแพทย์โดยเร็วที่สุด
ภาวะแทรกซ้อนกรณีเป็นโรคเบาหวานขณะตั้งครรภ์
อันตรายต่อคุณแม่
- ภาวะครรภ์เป็นพิษ ซึ่งส่งผลต่อทารกในครรภ์ด้วย
- ภาวะติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ
- มีความเสี่ยงเป็นโรคความดันโลหิตสูงร่วมด้วย
- ภาวะครรภ์แฝดน้ำ
- มีโอกาสการติดเชื้ออื่นๆ เช่น แผลเท้าเบาหวาน ปอดอักเสบ ติดเชื้อในกระแสเลือด เป็นต้น
- ภาวะแทรกซ้อนทางเบาหวานขึ้นตา
- โปรตีนรั่วทางปัสสาวะ
- มีโอกาสคลอดเองตามธรรมชาติไม่ได้ ต้องผ่าตัดคลอด
อันตรายต่อทารกในครรภ์
- อัตราการเสียชีวิตเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในกรณีที่ได้รับการดูแลรักษาไม่เหมาะสม
- การควบคุมเบาหวานไม่ดีในระยะแรกของการตั้งครรภ์จะเพิ่มความเสี่ยงต่อการแท้งบุตร
- ความพิการตั้งแต่กำเนิด พบได้มากกว่าการตั้งครรภ์ปกติประมาณ 2-3 เท่า
- ทารกมีขนาดตัวโตกว่าปกติ สามารถพบได้บ่อยที่สุดในจำนวนความผิดปกติทั้งหมด เนื่องจาก การที่น้ำตาลกลูโคส และกรดอะมิโนจากมารดาผ่านมาสู่ทารกมากเกินไป
- หญิงตั้งครรภ์ที่เป็นโรคเบาหวานมานาน และมีโรคแทรกซ้อนทางหลอดเลือด (microangiopathy) จะทำให้ทารกในครรภ์เจริญเติบโตช้าและตัวเล็กได้
- ภาวะแทรกซ้อนอันตรายหลังคลอดที่เกิดขึ้นได้ ทำให้อัตราการนอนโรงพยาบาลนานมากขึ้น เช่น กลุ่มอาการหายใจลำบาก, ภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ, ภาวะแคลเซียมและแมกนีเซียมในเลือดต่ำ, เลือดมีความหนืดเพิ่มขึ้น, ภาวะตัวเหลืองหลังคลอด, หัวใจโต ในบางรายอาจเป็นผลทำให้หัวใจล้มเหลว
รักษาอย่างไร?
การรักษาโรคเบาหวานขณะตั้งครรภ์ทั้ง 2 ชนิด จำเป็นต้องร่วมมือกันระหว่างสหสาขาวิชาชีพ ดังนี้
1. อายุแพทย์โรคต่อมไร้ท่อและเมแทบอลิสม ดูแล ให้ความรู้เรื่องโรคแก่มารดา ดูแลระดับน้ำตาลให้อยู่ในเกณฑปกติ ได้แก่
- ระดับน้ำตาลก่อนรับประทานอาหารควรอยู่ในช่วง 70-95 mg/dL
- ระดับน้ำตาลหลังรับประทานอาหาร 1 ชั่วโมงควรไม่เกิน 140 mg/dL
- ระดับน้ำตาลหลังรับประทานอาหาร 2 ชั่วโมงควรไม่เกิน 140 mg/dL
โดยจะมีการให้เจาะน้ำตาลปลายนิ้วเองที่บ้านทั้งก่อนและหลังอาหาร แล้วนำมาให้แพทย์ประเมิน ปรับการรักษา ซึ่งหากจำเป็นต้องใช้ยารักษา จะเป็นวิธีการฉีดอินซูลิน
2. สูตินรีแพทย์ ดูแลมารดาขณะตั้งครรภ์และทารกในครรภ์อย่างใกล้ชิด เฝ้าระวังภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นดังกล่าวข้างต้นทั้งมารดาและทารกในครรภ์ ตลอดจนการรักษาภาวะแทรกซ้อนได้อย่างทันท่วงที
3. กุมารแพทย์ เฝ้าระวังทารกภาวะแทรกซ้อนที่อาจจะเกิดขึ้นได้ในทารกหลังคลอดดังกล่าว ตลอดจนดูแลรักษาต่อเนื่อง
4. จักษุแพทย์ ดูแลเรื่องภาวะเบาหวานขึ้นตา ซึ่งมารดาที่เป็นเบาหวานขณะตั้งครรภ์ต้องได้รับการตรวจตาโดยจักษุแพทย์เป็นระยะ หรืออย่างน้อยทุกไตรมาส
5. นักโภชนาการหรือนักกำหนดอาหาร ให้ความรู้เกี่ยวกับการรับประทานอาหารที่เหมาะสมขณะตั้งครรภ์ ได้แก่
- ต้องไม่รับประทานขนมที่ทำมาจากแป้งและน้ำตาล เช่น คุกกี้ ขนมหวานต่างๆ
- ควรรับประทานผลไม้สดมากกว่าขนม ผลไม้ที่รับประทานได้ควรเป็นผลไม้ที่ไม่มีรสหวานมาก เช่น แก้วมังกร ฝรั่ง แอปเปิ้ลเขียว เป็นต้น
- ผักสามารถรับประทานได้โดยไม่จำกัดปริมาณ
- สำหรับข้าวสามารถรับประทานได้ทั้ง 3 มื้อ ในปริมาณที่ไม่มากเกินไป ใน 1 วันไม่ควรเกิน 8 ทัพพีปาด
- สำหรับเนื้อสัตว์ สามารถรับประทานได้ โดยเลือกเนื้อที่มีไขมันน้อย เช่น ปลา หมู ไก่ เป็นต้น
- ดื่มนมสดได้วันละ 2 แก้วแต่ควรเป็นนมที่มีไขมันน้อย พร่องมันเนย
6. นักกายภาพบำบัด
มารดามที่เป็นโรคเบาหวานขณะตั้งครรภ์ควรได้รับการตรวจเท้าเพื่อเฝ้าระวังภาวะแทรกซ้อนทางเส้นเลือดและเส้นประสาทส่วนปลาย เพื่อการรักษาได้อย่างรวดเร็ว นอกจากนั้นนักกายภาพบำบัดจะช่วยดูแลเรื่องการออกกำลังกายที่ปลอดภัย เช่น ออกกำลังกายเบา ๆ อย่างสม่ำเสมอวันละ 15-20 นาทีโดยการเดินแกว่งแขน ภายหลังมื้ออาหาร เป็นต้น
“เมื่อเป็นโรคเบาหวานขณะตั้งครรภ์ จะมีโอกาสพัฒนาเป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ได้ในอนาคตมากกว่าหญิงปกติถึง 7.4 เท่า การมีระดับน้ำตาลในเลือดสูงติดต่อกันเป็นระยะเวลานานจะส่งผลเสียต่อสุขภาพ เช่น เบาหวานขึ้นตา (Diabetic retinopathy) โรคหัวใจ โรคไต การทำลายของเส้นประสาท เป็นต้น ดังนั้นการพบแพทย์จึงเป็นสิ่งที่สำคัญจำเป็นมาก เพื่อตัวเองและเพื่อลูก ให้ลูกเกิดรอดและแม่ปลอดภัย”
ศูนย์การรักษาที่เกี่ยวข้อง


