โรคออทิสติก (Autistic Spectrum Disorder)
โรคออทิสติก (Autistic Spectrum Disorder)
Autistic spectrum disorder ตามเกณฑ์คู่มือการวินิจฉัยโรคทางจิตเวชฉบับล่าสุด DSM-5 ของสมาคมจิตแพทย์อเมริกัน ซึ่งใช้อย่างเป็นทางการในระดับสากลตั้งแต่ปี พ.ศ. 2556 สำหรับในภาษาไทย เราใช้ชื่อว่า “ออทิสติก” เหมือนกันในทุกกลุ่มย่อย หรือทุกสเป็กตรัมของอาการเช่นเดียวกัน ซึ่ง “ออทิสติก” เป็นกลุ่มของสภาวะที่ถูกจำแนกโดยลักษณะพิเศษ 3 ประการ คือ
- ความผิดปกติทางสังคมและปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น
- ความผิดปกติของภาษาทั้งการสื่อสารแบบ verbral และ nonverbral
- มีความสนใจที่จำกัด โดยโรคออทิสติกเป็นโรคที่มีลักษณะอาการและความรุนแรงแตกต่างได้ตั้งแต่น้อยไปจนถึงรุนแรง โดยปัจจัยที่เป็นตัวแบ่งความรุนแรงของโรค คือระดับของสติปัญญา และทักษะทางภาษา
ลักษณะอาการทางคลินิก
การวินิจฉัยปัจจุบันใช้ DSM-5 และ ICD-10 บอกว่ากลุ่มเด็กออทิสติกนั้นมีความผิดปกติทั้งหมด 3 ด้าน
- ความผิดปกติด้านสังคมและความสัมพันธ์กับผู้อื่น (Qualitative impairment in social interactions ) ความผิดปกติด้านนี้มีความหลากหลายแตกต่างกัน ตั้งแต่เด็กไม่มีความตระหนักถึงบุคคลอื่นเลย จนถึงก้าวก่ายกับผู้อื่นอย่างไม่เหมาะสมกับบริบททางสังคม ในขวบปีแรกของชีวิต เด็กออทิสติกบางคน อาจจะไม่ยกแขนให้อุ้ม หรือเด็กบางคนอาจจะไม่มองหน้าสบตา หรือ สบตาผู้อื่นเป็นช่วง ๆ แต่ไม่ได้แสดงความสนใจต่อสิ่งของหรือเหตุการณ์รอบตัว เด็กที่โต กว่านั้นอาจจะไม่มีเพื่อนในวัยเดียวกัน แยกจากสังคม และอาจถูกแกล้งหรือล้อเลียนจากเพื่อนในห้องเรียน พวกเขาขาดทักษะด้านการปฏิบัติเกี่ยวกับทักษะทางสังคมว่าควรทำอะไร ที่ไหน เมื่อไหร่ สำหรับเด็กที่มีความสามารถด้านการพูดมากขึ้นออาจจะมีเพื่อน แต่ความสัมพันธ์นั้นจำกัดอยู่แค่สิ่งที่เค้าสนใจแค่บางสิ่ง เช่น ไดโนเสาร์ เกมคอมพิวเตอร์ ส่วนมากเด็กออทิสติกจะขาดการอ่านบริบททางสังคมภาษากาย และสีหน้าผู้อื่น และมักเลียนแบบหรือทำตามผู้อื่นโดยขาดการไต่ตรองว่าพฤติกรรมนั้น ๆ เหมาะสมหรือไม่
- ความผิดปกติด้านการสื่อสาร (Qualitative impairment in communication) ความบกพร่องด้านการสื่อสารของเด็กออทิสติก มีค่อนข้างหลากหลายตั้งแต่พูดช้าไปจนถึงเงียบไม่พูดเลย หรือจนกระทั่งมีโทนเสียงที่มีลักณะเฉพาะ และไม่สามารถปรับคำศัพท์และลักษณะการสนทนาให้เหมาะสมกับบริบทแวดล้อมได้ เด็กออทิสติกบางคนถึงแม้จะสามารถพูดได้ แต่ก็มีความผิดปกติเรื่องของความเข้าใจภาษา โดยเฉพาะความเข้าใจภาษาที่มีความซับซ้อนมากขึ้น อย่างเช่น การคิดวิเคราะห์โจทย์ปัญหา การแก้สมการ การเล่นมุขตลก การใช้สำนวนแทนการพูด หรือแม้กระทั่งการแก้ปัญหาต่าง ๆในชีวิตประจำวัน เด็กเหล่านี้อาจจะไม่สามารถทำเองได้จนบรรลุเป้าหมาย หรือต้องอาศัยคนช่วยชี้แนะ เด็กบางคนอาจจะไม่สามารถเริ่มต้นการสนทนากับผู้อื่นได้ หรือไม่สามารถคงการสนทนาไว้ได้ การพูดมักจะเป็นแบบ monotone ไม่มีการเน้นคำเพื่อเพิ่มความหมายในประโยคนั้น เด็กออทิสติกบางคนอาจจะใช้ neologism, echolalia หรือ pronoun reversal แต่สำหรับเด็กทั่วไปนั้นอาจจะมี echolalia ได้ไปจนถึงอายุ 2 ปี นอกจากนั้นเด็กออทิสติกยังมีความบกพร่องในเรื่อง nonverbral communication รวมถึงการใช้ภาษากาย เช่น การชี้ การพยักหน้า เป็นต้น เด็กบางคนไม่สามารถเล่นบทบาทสมมติได้อย่างเหมาะสม โดยใช้ในการเล่นซ้ำ ๆ มากกว่า ส่วนทักษะในการเลียนแบบ (imitation skill) และการเล่นแบบกลุ่มหรือเกมที่มีกติกามักจะไม่เข้าใจ
- ความสนใจที่จำกัด (Restricted Repetitive and stereotypic pattern of behavior, interest and activities) เด็กออทิสติกบางคนจะมีความหมกมุ่นอย่างมากในสิ่งที่ตนเองสนใจ อย่างเช่น เครื่องซักผ้า ล้อรถที่หมุนได้ รถไฟ พัดลม ตารางการเดินรถไฟ หรือบางคนอาจจะหมกมุ่นในตารางเวลาประจำวันที่ตายตัว โดยถ้าสิ่งแวดล้อมเปลี่ยนแปลงแม้แต่เพียงนิดเดียว อาจจะทำให้มีอารมณ์หงุดหงิดได้ ตัวอย่างเช่น ถ้าเด็กจะใช้เส้ทางเดียวในการไปโรงเรียน ถ้าเปลี่ยนเส้นทางใหม่เด็กอาจจะมีหงุดหงิด โมโห หรือบางคนอาจจะใส่เสื้อผ้าชุดเดิมทุกวัน ถ้าเปลี่ยนชุดใหม่จะไม่ยอมใส่ เป็นต้น บางคนอาจจะมีพฤติกรรมซ้ำๆ เช่น ตบมือ เขย่ามือ โยกตัว เขย่าของ หรือเรียงของเล่นเป็นแบบเดียว หรือบางคนอาจจะมีความผิดปกติทางประสาทสัมผัส (sensory abnormalities) และมีการตอบสนองต่อสิ่งกระตุ้นทางการได้ยิน มองเห็น การสัมผัส การเคลื่อนไหวที่เปลี่ยนแปลงไป โดยอาจจะมีการตอบสนองน้อย หรือมากกว่าปกติ เช่น เวลาได้ยินเสียงเครื่องดูดฝุ่นจะเอามือปิดหู เป็นต้น
แนวทางการช่วยเหลือเด็กออทิสติก
- ส่งเสริมพลังครอบครัว : พ่อแม่ จะต้องมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับออทิสติก เพื่อจะได้ให้การดูแลช่วยเหลือเด็กกลุ่มนี้ได้อย่างถูกต้องและเหมาะสม ครอบครัวต้องพยายามเรียนรู้และควรเริ่มต้นลงมือฝึกเด็กตามคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญที่เกี่ยวข้อง
- ส่งเสริมความสามารถเด็ก : ผู้ปกครองต้องต้องให้ความสำคัญกับการส่งเสริมความสามารถของเด็กควบคู่กับการแก้ไขความบกพร่อง ความสารถที่ส่งเสริมนั้นไม่จำเป็นต้องเป็นความสามารถพิเศษ แต่เป็นสิ่งที่เด็กสามารถทำได้ เช่น การส่งเสียงได้บ้าง การดูแลช่วยเหลือตัวเองในชีวิตประจำวันง่าย ๆ โดยการเปิดโอกาสให้เด็กได้ทำบ่อย ๆ แล้วสอนเพิ่มในเรื่องที่ใกล้เคียงกับสิ่งที่เด็กทำได้ จะทำให้เรียนรู้ได้ง่ายขึ้น
- ส่งเสริมพัฒนาการ : เป็นการส่งเสริมพัฒนาการเด็กให้เป้นไปตามวัย โดยยึดหลักและลำดับขั้นพัฒนาการของเด็กปกติ ควรทำตั้งแต่อายุน้อย โดยต้องทำอย่างเข้มข้น สม่ำเสมอ และต่อเนื่อง การออกแบบการฝึกควรรปรับให้เหมาะสมตามสภาพปัญหาของเด็กแต่ละคน
- พฤติกรรมบำบัด : การฝึกเพื่อปรับพฤติกรรม ส่งเสริมพฤติกรรมที่เหมาะสมให้คงอยู่ต่อเนื่อง และหยุดพฤติกรรมที่เป็นปัญหา และสร้างพฤติกรรมใหม่ที่ต้องการ รวมถึงการให้แรงเสริม เมื่อมีพฤติกรรมที่ต้องการ เช่น ขนม ของเล่น สติกเกอร์ คำชมเชย เมื่อเด็กทำพฤติกรรมนั้นๆ
- กิจกรรมบำบัด (Occupational therapy) : การนำกิจกรรมมาปรับใช้ในการตรวจประเมิน ส่งเสริม บำบัดรักษา และฟื้นฟูสมรรถภาพ ให้เด็กสามารถกลับไปดำรงชีวิตในสังคมได้ ช่วยสร้างสมาธิ ทักษะการคิด พัฒนาการกล้ามเนื้อมัดเล็กและใหญ่ สหสัมพันธ์ของร่างกาย ผ่านการทำกิจกรรมเรียนรู้ต่าง ๆ โดยนักกิจกรรมบำบัดจะเป็นคนปรับประยุกต์ให้เหมาะสมกับปัญหาของเด็กแต่ละคน
ศูนย์การรักษาที่เกี่ยวข้อง
