ศูนย์ควบคุมน้ำหนัก และรักษาโรคอ้วน
บริการควบคุมน้ำหนักและรักษาโรคอ้วน (Weight Management Center)
ศูนย์ควบคุมน้ำหนักและรักษาโรคอ้วนของ โรงพยาบาลพิษณุเวช พร้อมดูแลผู้ที่มีปัญหาน้ำหนักเกิน ภาวะอ้วนลงพุง และโรคอ้วน โดยทีมแพทย์เฉพาะทางด้านอายุรกรรม โรคอ้วน โภชนาการ ศัลยกรรม และเวชศาสตร์การออกกำลังกาย เพื่อช่วยให้ผู้เข้ารับบริการสามารถลดน้ำหนักได้อย่างปลอดภัย เห็นผล และมีสุขภาพที่ดีในระยะยาว
เราเน้นการวางแผนการรักษาเฉพาะบุคคล (Personalized Weight Management Program) โดยคำนึงถึงสุขภาพ อายุ พฤติกรรมการใช้ชีวิต โรคประจำตัว และเป้าหมายของแต่ละบุคคล เพื่อให้การลดน้ำหนักมีประสิทธิภาพและยั่งยืน
บริการปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิต (Lifestyle and Behavior Modification)
การลดน้ำหนักที่ได้ผลในระยะยาว เริ่มต้นจากการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน ศูนย์ควบคุมน้ำหนักของเราให้คำปรึกษาและวางแผนร่วมกับผู้เข้ารับบริการ เพื่อช่วยปรับพฤติกรรมการกิน การนอน การจัดการความเครียด และกิจวัตรประจำวันอย่างเหมาะสม
จุดเด่นของบริการ
- วิเคราะห์พฤติกรรมที่เป็นสาเหตุของน้ำหนักเกิน
- วางแผนการลดน้ำหนักเฉพาะบุคคล
- ติดตามผลอย่างต่อเนื่องโดยทีมสหสาขาวิชาชีพ
- เน้นการลดน้ำหนักอย่างปลอดภัย ไม่โยโย่
เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการเริ่มต้นดูแลสุขภาพ ลดน้ำหนักอย่างถูกวิธี และปรับสมดุลการใช้ชีวิตเพื่อสุขภาพที่ดีในระยะยาว
บริการโภชนาการเพื่อสุขภาพ (Healthy Eating)
บริการให้คำแนะนำด้านโภชนาการและการรับประทานอาหารอย่างเหมาะสม โดยนักกำหนดอาหารและผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการ เพื่อช่วยควบคุมน้ำหนัก ลดไขมัน และส่งเสริมสุขภาพโดยรวม
บริการที่ครอบคลุม
- วิเคราะห์พฤติกรรมการรับประทานอาหาร
- วางแผนเมนูอาหารเฉพาะบุคคล
- ควบคุมพลังงานและสารอาหารให้เหมาะสม
- แนะนำอาหารสำหรับผู้มีโรคประจำตัว เช่น เบาหวาน ความดัน ไขมันสูง
การรับประทานอาหารที่เหมาะสม ถือเป็นหัวใจสำคัญของการลดน้ำหนักและป้องกันโรคเรื้อรังในอนาคต
โปรแกรมส่งเสริมการออกกำลังกาย (Physical Activity)
การออกกำลังกายอย่างเหมาะสมช่วยเพิ่มการเผาผลาญพลังงาน เสริมสร้างกล้ามเนื้อ และช่วยควบคุมน้ำหนักได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทีมผู้เชี่ยวชาญของเราพร้อมให้คำแนะนำโปรแกรมการออกกำลังกายที่เหมาะกับสภาพร่างกายและเป้าหมายของแต่ละบุคคล
แนวทางการดูแล
- ประเมินสมรรถภาพร่างกายเบื้องต้น
- ออกแบบโปรแกรมออกกำลังกายเฉพาะบุคคล
- แนะนำการออกกำลังกายสำหรับผู้เริ่มต้น
- ดูแลผู้ที่มีโรคประจำตัวหรือข้อจำกัดด้านร่างกาย
การรักษาด้วยยา (Medical Treatment)
สำหรับผู้ที่มีภาวะน้ำหนักเกินหรือโรคอ้วนที่ไม่สามารถควบคุมน้ำหนักได้ด้วยการปรับพฤติกรรมเพียงอย่างเดียว แพทย์อาจพิจารณาใช้ยาควบคุมน้ำหนักร่วมกับการดูแลด้านโภชนาการและการออกกำลังกาย
เหมาะสำหรับ
- ผู้ที่มีค่า BMI สูงเกินเกณฑ์
- ผู้ที่มีโรคร่วมจากภาวะอ้วน เช่น เบาหวาน ความดัน ไขมันในเลือดสูง
- ผู้ที่เคยลดน้ำหนักหลายครั้งแต่ไม่ประสบความสำเร็จ
การรักษาทุกขั้นตอนอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิด เพื่อความปลอดภัยและผลลัพธ์ที่เหมาะสม
การรักษาด้วยการส่องกล้องใส่บอลลูนในกระเพาะอาหาร (Endoscopic Treatment : Gastric Balloon)
การใส่บอลลูนในกระเพาะอาหาร เป็นทางเลือกสำหรับผู้ที่ต้องการลดน้ำหนักโดยไม่ต้องผ่าตัด โดยแพทย์จะใช้วิธีส่องกล้องเพื่อใส่บอลลูนเข้าไปในกระเพาะอาหาร ช่วยให้รู้สึกอิ่มเร็ว รับประทานอาหารได้น้อยลง และช่วยควบคุมน้ำหนักได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ข้อดีของการใส่ Gastric Balloon
- ไม่ต้องผ่าตัด
- พักฟื้นไม่นาน
- ช่วยลดปริมาณการรับประทานอาหาร
- เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการเริ่มต้นลดน้ำหนักอย่างจริงจัง
การผ่าตัดรักษาโรคอ้วน (Bariatric Surgery)
การผ่าตัดลดน้ำหนักและรักษาโรคอ้วน เป็นวิธีการรักษาสำหรับผู้ที่มีภาวะโรคอ้วนระดับรุนแรง หรือมีโรคร่วมที่ส่งผลต่อสุขภาพ โดยช่วยลดปริมาณอาหารที่รับประทานและปรับระบบการดูดซึมอาหาร ทำให้น้ำหนักลดลงอย่างมีประสิทธิภาพ
การผ่าตัดส่องกล้องลดขนาดกระเพาะอาหาร (Laparoscopic Sleeve Gastrectomy)
เป็นการผ่าตัดลดขนาดกระเพาะอาหารให้มีขนาดเล็กลง ช่วยให้รับประทานอาหารได้น้อยลงและอิ่มเร็วขึ้น โดยใช้เทคนิคผ่าตัดผ่านกล้อง แผลเล็ก ฟื้นตัวเร็ว และได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย
SLEEV Plus
เทคนิคการผ่าตัดรักษาโรคอ้วนรูปแบบพิเศษ ที่ช่วยเสริมประสิทธิภาพในการลดน้ำหนักและควบคุมโรคร่วมจากภาวะอ้วน เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการผลลัพธ์ด้านสุขภาพที่ครอบคลุมมากยิ่งขึ้น
การผ่าตัดบายพาสกระเพาะอาหารแบบส่องกล้อง (Laparoscopic Roux-en-Y Gastric Bypass : LRYGB)
เป็นการผ่าตัดที่ช่วยลดทั้งปริมาณอาหารและการดูดซึมสารอาหาร เหมาะสำหรับผู้ที่มีภาวะโรคอ้วนรุนแรง หรือมีโรคร่วม เช่น เบาหวานชนิดที่ 2 โดยช่วยควบคุมน้ำหนักและลดความเสี่ยงของโรคแทรกซ้อนในระยะยาว
ทำไมต้องเลือกศูนย์ควบคุมน้ำหนัก โรงพยาบาลพิษณุเวช
- ดูแลโดยทีมแพทย์เฉพาะทางและสหสาขาวิชาชีพ
- วางแผนการรักษาเฉพาะบุคคล
- มีทางเลือกการรักษาครบวงจร ทั้งไม่ผ่าตัดและผ่าตัด
- ใช้เทคโนโลยีและมาตรฐานการรักษาที่ทันสมัย
- ดูแลต่อเนื่องเพื่อผลลัพธ์ระยะยาว





เบอร์ติดต่อ
055909000
ค่าดัชนีมวลกาย หรือ BMI (Body Mass Index) คือ ตัวชี้วัดมาตรฐานแสดงสภาวะความสมดุลของร่างกาย คำนวณโดยใช้สูตร
“ดัชนีมวลกาย (BMI) = น้ำหนักตัว (กิโลกรัม) / ส่วนสูง (เมตร) x ส่วนสูง (เมตร)”
คนปกติ ควรมีค่า BMI อยู่ที่ 18.5 – 22.9 kg/m² หากมากหรือน้อยกว่านี้ จะเกิดภาวะทุพโภชนาการและโรคต่างๆ
- ค่า BMI 23.0 – 24.9 kg/m² เรียกว่า “น้ำหนักเกิน”
- ค่า BMI 25.0 -29.90 kg/m² “อ้วนระดับ 1”
- ค่า BMI มากกว่า 30 kg/m² อ้วนระดับ 2
หากดัชนีมวลกาย (BMI) เกินกว่า 25 kg/m² ถือว่าเข้าสู่ภาวะโรคอ้วน (Obesity) ซึ่งถือเป็นความผิดปกติ ของร่างกาย ที่มีปริมาณไขมันสะสมตามอวัยวะส่วนต่าง ๆ เกินมาตรฐาน จำเป็นต้องมีการลดน้ำหนัก ควบคุมปริมาณ น้ำตาล คาร์โบไฮเดรต และไขมัน เพื่อป้องกันการเกิดโรคเรื้อรัง และโรคแทรกซ้อนตามมา
ปัจจุบันวิถีการดำเนินชีวิตมีความเร่งรีบ การเลือกทานอาหารลดน้อยลง ตามสถิติขององค์การอนามัยโลกคนไทยเกือบหนึ่งในสามมีน้ำหนักตัวมากจนเป็นโรคอ้วนแล้ว เป็นอันดับสองของภูมิภาคอาเซียน รองจากมาเลเซีย ส่วนประเทศที่ประชากรเฉลี่ยอ้วนที่สุดในโลกคือ สหรัฐอเมริกา และจีน
นอกจากจะเป็นโรคอ้วนแล้ว ยังส่งผลให้เกิดโรคร่วมต่างๆ ที่ส่งผลเสียต่อสุขภาพร่างกายตามมาโดยอาจจะไม่รู้ตัวอีกด้วย ได้แก่
- โรคเบาหวานชนิดที่2
- โรคความดันโลหิตสูง
- ภาวะไขมันในเลือดสูง
- นอนกรน ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ (Obstructive sleep apnea:OSA)
- ถุงน้ำรังไข่ ประจำเดือนผิดปกติ ภาวะถุงน้ำรังไข่หลายใบ (Polycystic Ovary Syndrome: PCOS)
- โรคไขมันพอกตับ (Non-alcoholic Fatty Liver Disease :NAFLD) /โรคตับคั่งไขมันที่มีภาวะตับอักเสบ (Non-alcoholic steatohepatitis:NASH)
- โรคหัวใจและหลอดเลือด (Cardiovascular disease)
- ปวดข้อ ข้อเสื่อมก่อนวัย โดยเฉพาะข้อรองรับน้ำหนัก เช่น หลัง สะโพก เข่า ข้อเท้า
- หอบหืด เหนื่อยง่าย
โรคร่วมเหล่านี้ส่งผลต่อกิจวัตรประจำวันทำให้เราไม่สามารถใช้ชีวิตได้ปกติ ส่งผลเสียต่อสุขภาพร่างกาย การป้องกันและจัดการกับโรคอ้วน โดยทั่วไปเกี่ยวข้องกับการดำเนินชีวิตที่ดีต่อสุขภาพ รวมถึงการออกกำลังกายเป็นประจำ ทานอาหารที่มีประโยชน์มีความสมดุลพอดีต่อความต้องการของร่างกาย หากเราสามารถปรับเปลี่ยนพฤติกรรมหรือลดน้ำหนักได้มากพอ จะส่งผลให้โรคร่วมหลายชนิดสามารถดีขึ้นจนถึงหายขาดได้ ลดความเสี่ยงการเกิดโรคหรือภาวะแทรกซ้อนอื่นๆ ที่จะตามมาในอนาคต
ผู้ที่มีภาวะอ้วน ต้องเผชิญกับการลดน้ำหนัก บางคนมีน้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จนไม่สามารถควบคุมน้ำหนักตัวขึ้นได้จนเป็นปัญหาต่อสุขภาพ การผ่าตัดกระเพาะอาหารเพื่อลดน้ำหนักเป็นอีกตัวช่วยหนึ่งสำหรับผู้ที่มีภาวะอ้วนที่เป็นโรค ซึ่งคุณสมบัติ ข้อบ่งชี้ในการรักษา มีดังนี้
- ผู้รับบริการต้องมี อายุ 18-65 ปี
- มีข้อบ่งชี้อย่างน้อยหนึ่งข้อ ดังนี้ดังต่อไปนี้
- มีดัชนีมวลกาย(BMI) 37.5 kg/m² ขึ้นไปที่ไม่มีโรค
- มีดัชนีมวลกาย(BMI) 32.5 kg/m² ขึ้นไปมีโรคร่วม โดยเป็นผู้ป่วยโรคอ้วนที่เป็นเบาหวานชนิดที่2 หรือ ภาวะเมตาบอลิกซินโดรม (Metabolic Syndrome) มีอาการข้อใดข้อหนึ่ง ดังต่อไปนี้
- ความดันโลหิตสูง (Hypertension) เป็นภาวะที่ตรวจพบว่ามีความดันโลหิตอยู่ในระดับสูงผิดปกติ คือมากกว่าหรือเท่ากับ 140/90 มิลลิเมตรปรอท
- ภาวะไขมันในเลือดสูง (Dyslipidemia or Hyperlipidemia)
- ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ (obstructive sleep apnea :OSA)
- ภาวะถุงน้ำรังไข่หลายใบ (Polycystic Ovary Syndrome: PCOS)
- โรคไขมันพอกตับ (Non-alcoholic Fatty Liver Disease :NAFLD) / โรคตับคั่งไขมันที่มีภาวะตับอักเสบ (Non-alcoholic steatohepatitis :NASH)
- โรคหัวใจ และหลอดเลือด (Cardiovascular diseases)
- ภาวะหัวใจล้มเหลว (Congestive Heart Failure)
- ภาวะหลอดเลือดดำบกพร่องเรื้อรัง (Chronic Venous Insufficiency :CVI)
- โรคหลอดเลือดสมอง (CVD)
- น้ำหนักผิดปกติจากผลของฮอร์โมน
- น้ำหนักผิดปกติที่เกิดจากโรคกล้ามเนื้อและกระดูก
- ผู้ที่ควบคุมเบาหวานไม่ได้ และมีค่าดัชนีมวลกาย 30.0 kg/m² ขึ้นไป โดยทั้งสองกรณี ผู้รับบริการได้พยายามควบคุมอย่างเต็มที่แล้วโดยทีมแพทย์เฉพาะทางด้านอายุรกรรมต่อมไร้ท่อและโภชนาการ แต่ไม่สามารถบรรลุเป้าหมาย
- ผู้ควบคุมเบาหวานไม่ได้ และมีค่าดัชนีมวลกาย ระหว่าง 27.5 - 30.00 kg/m² ขึ้นไป ที่ต้องดูแลโดยแพทย์อย่างเคร่งครัด
สิ่งสำคัญหลังจากการผ่าตัดลดกระเพาะอาหารเรียบร้อยแล้ว หลังจากการผ่าตัดต้องมีการปรับพฤติกรรม และการควบคุมปริมาณอาหารทานให้เหมาะสมต่อความต้องการของร่างกาย โดยการแนะนำจากทีมแพทย์เฉพาะทาง เพื่อส่งผลให้การผ่าตัดมีประสิทธิภาพ และฟื้นฟูได้อย่างรวดเร็ว
โดยทั่วไปแล้วโรคอ้วนมักขึ้นอยู่กับวิถีการใช้ชีวิตของแต่ละบุคคล ทั้งด้านพฤติกรรมการรับประทานอาหาร และการใช้ชีวิตประจำวัน ที่ส่งผลต่อระบบเผาผลาญในร่างกาย ซึ่งหลักๆ แล้วโรคอ้วนสามารถรักษาได้ดังนี้
1.การปรับเปลี่ยนพฤติกรรม (Weight management:Lift style and Behavior modification,Medical treatment) เป็นการจัดการน้ำหนักโดยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ทั้งเทคนิคกระบวนการเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิต และด้านโภชณาการที่มีส่วนช่วยในการลดน้ำหนัก ควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ ส่งเสริมการรับประทานอาหารเพื่อสุขภาพและการออกกำลังกาย
2.การรักษาโดยยา (Medical Treatment)
- Liraglutide: ปากกาลดน้ำหนัก หรือ ยาฉีดลิรากลูไทด์ เป็นยาที่ได้รับการรับรองจากองค์การอาหารและยาของสหรัฐเพื่อใช้ในการลดหรือควบคุมน้ำหนัก โดยตัวยาจะช่วยลดความอยากอาหาร มักใช้ควบคู่ไปกับการออกกำลังกายและการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ ลิรากลูไทด์เป็นสารเปปไทด์ที่ออกฤทธิ์เหมือนกลูคากอนชนิดที่ 1 ที่ทําหน้าที่เป็นยากระตุ้นตัวรับเปปไทด์ที่เหมือนกลูคากอนชนิดที่ 1 ซึ่งพบได้ในระบบทางเดินอาหารของคนเรา สารดังกล่าวช่วยลดน้ำตาลในเลือดและลดการบีบตัวขับเคลื่อนของกระเพาะอาหาร ทำให้ผู้ที่ได้รับยาชนิดนี้รู้สึกอิ่มเป็นระยะเวลานานขึ้น
- Duraglutide:เป็นยาที่ใช้ในการรักษาโรคเบาหวานประเภท 2 ร่วมกับการรับประทานอาหารและการออกกำลังกาย นอกจากนี้ยังได้รับการรับรองในสหรัฐอเมริกาในการลดความเสี่ยงจากโรคหลอดเลือดหัวใจที่สำคัญในผู้ใหญ่ที่เป็นเบาหวานชนิดที่ 2 ซึ่งเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจหรือปัจจัยเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดหัวใจ
3.วิธีการผ่าตัด Bariatric Surgery เป็นการผ่าตัดเพื่อลดน้ำหนัก ก่อนที่จะพิจารณาการผ่าผัดลดขนาดกระเพาะ จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องปรึกษาและอยู่ในความดูแลของทีมแพทย์เฉพาะทาง เพื่อลดความเสี่ยงและพิจารณาเลือกการรักษาที่เหมาะสมเฉพาะตัวบุคคล
กระเพาะลดน้ำหนักแบบส่องกล้องมี 3 วิธี
- ผ่าตัดแบบสลีฟ (Sleeve gastrectomy) เป็นการผ่าตัดที่ทำมากที่สุด ความซับซ้อนน้อยว่าวิธีอื่น โดยการใช้อุปกรณ์ตัดเย็บแบบพิเศษ ทำการตัดแต่งกระเพาะให้เรียวตรงให้เหลือประมาณ 15-20% ส่งผลให้ลดฮอร์โมนความอยากอาหาร (Ghrelin) ทำให้ทานได้น้อยลง ผู้ป่วยจะหิวลดลงอย่างชัดเจน ร่วมกับทานได้น้อยลง จึงทำให้สามารถลดน้ำหนักส่วนเกินได้ถึง 60-70% ภายใน 1 ปีหลังผ่าตัด โอกาสเกิดภาวะขาดสารอาหาร แร่ธาตุ วิตามินต่างๆ มีน้อยกว่าผ่าตัดแบบอื่นๆ
- ผ่าตัดแบบบายพาส (Roux-en-Y gastric bypass) เป็นการผ่าตัดที่มีความซับซ้อนขึ้น โดยการผ่าตัดกระเพาะให้เป็นกระเปาะ ประมาณ 25-30 ซีซี ร่วมกับการผ่าตัดบายพาสลำไส้เล็ก หลังผ่าตัดจะสามารถช่วยเพิ่มระดับการทำงานของ ฮอร์โมนความอิ่ม ลดความหิว ทานได้น้อยลง และลดการดูดซึมอาหารลง สามารถลดน้ำหนักส่วนเกินได้ถึง 70-80% ซึ่งเหมาะกับคนไข้ที่เป็นโรคเบาหวานรุนแรง วิธีนี้สามารถช่วยเรื่องเบาหวานได้ดีกว่าวิธีแรก และผลลัพธ์ดีในผู้ป่วยอ้วนที่มีภาวะโรคกรดไหลย้อน แต่โอกาสเกิดภาวะ ขาดวิตามิน แร่ธาตุ มีมากกว่า โดยเฉพาะวิตามิน B12 ซึ่งจำเป็นต้องรับวิตามินเสริมต่อเนื่องทุก 6-12 เดือน
- ผ่าตัดแบบสลีฟพลัส (Sleeve gastrectomy Plus) เป็นวิธีการผ่าตัดที่พัฒนามาจาก การผ่าตัดแบบสลีฟ (Sleeve gastrectomy) และการผ่าตัดแบบบายพาสลำไส้เล็กให้ระยะดูดซึมสารอาหารสั้นลง ซึ่งผลลัพธ์สามารถลดน้ำหนักส่วนเกินได้ถึง 70-80% และผลลัพธ์การช่วยในโรคเบาหวาน ดีเทียบเท่าแบบบายพาส โดยวิธีสลีฟพลัสนี้ จะแบ่งเป็นวิธีย่อย ๆ ที่แตกต่างกันได้อีกหลายวิธีตามความเหมาะสมของคนไข้
สำหรับการผ่าตัดกระเพาะอาจไม่ใช่ทางเลือกที่เหมาะกับทุกคน ผู้ป่วยควรพบแพทย์เพื่อปรึกษาอย่างละเอียด เพื่อเทียบประโยชน์ที่จะได้รับ กับความเสี่ยงของการผ่าตัดรวมถึงตรวจร่างกาย เพื่อดูความพร้อมของสภาพร่างกายในแต่ละบุคคล สามารถประเมินเบื้องต้นจากค่าดัชนีมวลกาย (BMI) คือ ค่าดัชนีมวลกาย (BMI) >32.5 kg/m² ร่วมกับมีโรคประจำตัวเกี่ยวกับโรคอ้วน เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง เป็นต้น และค่าดัชนีมวลกาย (BMI) >37.5 kg/m² เหล่านี้ เข้าเกณฑ์ที่แนะนำว่าสามารถผ่าตัดได้ กรณีอื่น ๆ สามารถปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญได้เช่นกัน
ภาวะแทรกซ้อน ที่อาจเกิดขึ้นได้ตามอายุและโรคประจำตัวของผู้ป่วย ในผู้ป่วยโรคอ้วน ผู้ป่วยที่น้ำหนักมาก, โรคประจำตัวมาก หรือเคยผ่าตัดช่องท้องมาก่อน ก็จะมีความเสี่ยงจากการผ่าตัดมากขึ้น
ภาวะการขาดวิตามิน เกลือแร่ เนื่องจากการผ่าตัดกระเพาะทำให้ผู้ป่วยทานอาหารน้อยลง ส่งผลให้ร่างกายได้รับวิตามินและแร่ธาตุในปริมาณน้อยลงด้วย ฉะนั้นผู้ป่วยต้องได้รับวิตามิน แร่ธาตุบางชนิดทดแทนต่อเนื่อง แต่ในภาพรวม จากน้ำหนักที่ลดลง การดีขึ้นของโรคแทรกซ้อนจากความอ้วน การทานวิตามินทดแทนนั้น อาจคุ้มค่ากว่าการที่ต้องทานยารักษาโรคต่าง ๆ หรือฉีดยา เช่น ยาความดัน ยาเบาหวาน ยาไขมัน ไปตลอดชีวิต
ความเสี่ยงจากการผ่าตัดอาจเกิดขึ้นได้เหมือนการผ่าตัดทั่วไป เช่น การติดเชื้อ ภาวะแทรกซ้อนที่เกิดจากโรคประจำตัว แต่ด้วยการผ่าตัดด้วยทีมศัลยแพทย์เฉพาะทางร่วมกับทีมสหสาขาวิชาชีพ เป็นการผ่าตัดแบบส่องกล้องแผลเล็ก มีความแม่นยำสูง จึงทำให้ลดโอกาสเสี่ยงในการเกิดภาวะแทรกซ้อนทำให้การผ่าตัดมีประสิทธิภาพส่งผลให้การรักษาเป็นไปได้ด้วยดี
นำทีมโดยศัลยแพทย์เฉพาะทาง ศัลยแพทย์ผ่าตัดผ่านกล้องและโรคอ้วน และทีมสหสาขาวิชาชีพที่มีประสบการณ์ ร่วมกับเทคโนยีทางการแพทย์ที่ทันสมัย และห้องผ่าตัดที่มีมาตรฐานปลอดเชื้อเหมาะกับการผ่าตัดใหญ่ที่มีความปลอดภัยสูงสุดต่อผู้รับบริการ ทำให้การผ่าตัดประสบความสำเร็จ เพื่อมุ่งเน้นให้ผู้รับบริการมีคุณภาพชีวิตที่ดียิ่งขึ้น
การสองกล้องเย็บกระเพาะอาหารช่วยให้คนไข้ลดน้ำหนักตัวได้ประมาณ 15% ของน้ำหนักตัวเดิมภายในเวลา 1-2 ปี และผลการลดน้ำหนักนี้จะคงอยู่ได้นานอย่างน้อยถึง 5 ปี ซึ่งดีกว่าวิธีการรักษาด้วยการใส่บอลลูนไปในกระเพาะอาหาร (Intra-gastric balloon) ซึ่งให้ผลเพียงระยะสั้นๆ หากคนไข้ปฏิบัติตัวตามคำแนะนำของแพทย์และนักโภชนาการ น้ำหนักที่ลดลงนี้ นอกจากช่วยให้คนไข้มั่นใจในขนาดรอบเอวที่เล็กลง ยังช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคข้างเคียงที่มาพร้อมกับความอ้วนช่วยลดระดับน้ำตาลสะสม (A1C) และระดับไตรกลีเซอไรด์ในเลือด ช่วยปรับความดันโลหิต รวมถึงการทำงานของตับให้ดีขึ้น อย่างไรก็ตาม การผ่าตัดเย็บกระเพาะอาจไม่ช่วยลดไขมันในเลือด (LDL) คนไข้จึงควรควบคุมอาหารตามหลักโภชนาการและออกกำลังกายร่วมด้วย
ตารางออกตรวจแพทย์ประจำศูนย์ควบคุมน้ำหนัก และรักษาโรคอ้วน
| รายชื่อแพทย์ | จันทร์ | อังคาร | พุธ | พฤหัสบดี | ศุกร์ | เสาร์ | อาทิตย์ | |||
|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|---|