Header

เป็นเบาหวานขณะตั้งครรภ์ อันตรายอย่างไร

blank พญ. ฐิติพร วัฒน์หิรัญภาคิน

เป็นเบาหวานขณะตั้งครรภ์

“คุณหมอคะ ทารกตัวใหญ่มาก คลอดติดไหล่ค่ะ!”

เสียงคุณพยาบาลที่ห้องทำคลอดตะโกนร้องเรียกสูติแพทย์ที่กำลังทำคลอดเคสอื่นอยู่ใกล้ๆ ด้วยความตื่นเต้นตกใจ การทำคลอดวันนั้นผ่านพ้นไปด้วยความทุลักทุเล ผลคือทารกมีน้ำหนัก 4200 กรัมและมีภาวะสำลักน้ำคล่ำและปอดติดเชื้อ จึงต้องนอนอยู่ในห้องไอซียูไปก่อน ภายใต้การดูแลร่วมกันของกุมารแพทย์

เป็นเบาหวานขณะตั้งครรภ์ เกิดจากอะไร ?

หญิงตั้งครรภ์รายนี้มีภาวะเบาหวานที่เพิ่งวินิจฉัยขณะตั้งครรภ์โดยวิธีมาตรฐานคือดื่มน้ำตาลแล้วตรวจวัดระดับน้ำตาลก่อนและหลังดื่ม หากสูงผิดปกติถือว่าเป็นเบาหวานขณะตั้งครรภ์ ซึ่งปัจจุบันกำหนดให้ตรวจคัดกรองโรคเบาหวานในหญิงตั้งครรภ์ทุกราย ตั้งแต่การมาตรวจครรภ์ครั้งแรกหรือเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้เพื่อลดภาวะแทรกซ้อนที่เกิดขึ้น รวมทั้งได้รับการดูแลแบบครบวงจรโดยแพทย์เฉพาะทางสูตินรีแพทย์ (Obstetic and gynecologist) ร่วมกับแพทย์เฉพาะทางด้านต่อมไร้ท่อและเมแทบอลิสม (Endocrinologist) ในขณะตั้งครรภ์

เป็นเบาหวานขณะตั้งครรภ์ วินิจฉัยได้อย่างไร ?

การวินิจฉัยโรคเบาหวานขณะตั้งครรภ์ในปัจจุบัน นิยมใช้วิธี 2-steps ได้แก่การตรวจคัดกรองครั้งแรกโดยให้กลืนน้ำตาล 50 กรัม โดยไม่ต้องงดอาหาร แล้วเจาะระดับน้ำตาลในเลือดในอีก 1 ชั่วโมงถัดมา หากพบค่าตั้งแต่ 140 mg/dL ถือว่าสูงผิดปกติ จึงต้องทำขั้นตอนที่ 2 ต่อ คือให้งดอาหาร แล้วเจาะระดับน้ำตาลในเลือดก่อนกลืนน้ำตาล 100 กรัม หลังจากกลืนน้ำตาลจะมีการเจาะระดับน้ำตาลในเลือดที่ 1, 2 และ 3 ชั่วโมง ซึ่งโดยรวมแล้วจะมีค่าน้ำตาล 4 ค่า หากสูงเกินเกณฑ์ตั้งแต่ 2 ค่าขึ้นไปถือว่าได้รับการวินิจฉัยโรคเบาหวานขณะตั้งครรภ์ ค่าปกติได้แก่ ค่าที่น้อยกว่า 95 mg/dL ก่อนกลืนน้ำตาล ค่า 180 mg/dL, 155 mg/dL และ 140 mg/dL ที่ 1, 2 และ 3 ชั่วโมงหลังกลืนน้ำตาลตามลำดับ

การแบ่งชนิดของเบาหวานขณะตั้งครรภ์ในปัจจุบันแบ่งเป็นสองชนิดได้แก่

  • overt DM in pregnancy คือผู้ที่เป็นโรคเบาหวานตั้งแต่ก่อนตั้งครรภ์ และ
  • Gestational DM คือเพิ่งได้รับการวินิจฉันโรคเบาหวานขณะตั้งครรภ์

ทั้งนี้การดูแลรักษาโรคเบาหวานทั้งสองชนิดจะมีความคล้ายคลึงกัน ดังจะกล่าวต่อไป

อาการของโรคเบาหวาน

สำหรับอาการที่ช่วยบ่งบอกว่ามีแนวโน้มจะเป็นเบาหวานขณะตั้งครรภ์ได้แก่ การมีปัสสาวะมากขึ้น กระหายน้ำมากขึ้น น้ำหนักลดหรือเพิ่มขึ้นมากผิดปกติ หรือมีภาวะแทรกซ้อนแล้วจากการตั้งครรภ์ เช่นสายตาแย่ลงตาพร่ามัว มีโรคหลอดเหลือดสมอง โรคหลอดเลือดหัวใจ หรือโรคไตผิดปกติ เป็นต้น เมื่อมีอาการเหล่านี้ข้อใดข้อหนึ่งหรือหลายข้อควรรีบปรึกษาแพทย์โดยเร็วที่สุด

 

ภาวะแทรกซ้อนกรณีเป็นโรคเบาหวานขณะตั้งครรภ์

อันตรายต่อคุณแม่

  • ภาวะครรภ์เป็นพิษ ซึ่งส่งผลต่อทารกในครรภ์ด้วย
  • ภาวะติดเชื้อทางเดินปัสสาวะ
  • มีความเสี่ยงเป็นโรคความดันโลหิตสูงร่วมด้วย
  • ภาวะครรภ์แฝดน้ำ
  • มีโอกาสการติดเชื้ออื่นๆ เช่น แผลเท้าเบาหวาน ปอดอักเสบ ติดเชื้อในกระแสเลือด เป็นต้น
  • ภาวะแทรกซ้อนทางเบาหวานขึ้นตา
  • โปรตีนรั่วทางปัสสาวะ
  • มีโอกาสคลอดเองตามธรรมชาติไม่ได้ ต้องผ่าตัดคลอด

อันตรายต่อทารกในครรภ์

  • อัตราการเสียชีวิตเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะในกรณีที่ได้รับการดูแลรักษาไม่เหมาะสม
  • การควบคุมเบาหวานไม่ดีในระยะแรกของการตั้งครรภ์จะเพิ่มความเสี่ยงต่อการแท้งบุตร
  • ความพิการตั้งแต่กำเนิด พบได้มากกว่าการตั้งครรภ์ปกติประมาณ 2-3 เท่า
  • ทารกมีขนาดตัวโตกว่าปกติ สามารถพบได้บ่อยที่สุดในจำนวนความผิดปกติทั้งหมด เนื่องจาก การที่น้ำตาลกลูโคส และกรดอะมิโนจากมารดาผ่านมาสู่ทารกมากเกินไป
  • หญิงตั้งครรภ์ที่เป็นโรคเบาหวานมานาน และมีโรคแทรกซ้อนทางหลอดเลือด (microangiopathy) จะทำให้ทารกในครรภ์เจริญเติบโตช้าและตัวเล็กได้
  • ภาวะแทรกซ้อนอันตรายหลังคลอดที่เกิดขึ้นได้ ทำให้อัตราการนอนโรงพยาบาลนานมากขึ้น เช่น กลุ่มอาการหายใจลำบาก, ภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ, ภาวะแคลเซียมและแมกนีเซียมในเลือดต่ำ, เลือดมีความหนืดเพิ่มขึ้น, ภาวะตัวเหลืองหลังคลอด, หัวใจโต ในบางรายอาจเป็นผลทำให้หัวใจล้มเหลว

รักษาอย่างไร?

การรักษาโรคเบาหวานขณะตั้งครรภ์ทั้ง 2 ชนิด จำเป็นต้องร่วมมือกันระหว่างสหสาขาวิชาชีพ ดังนี้

1. อายุแพทย์โรคต่อมไร้ท่อและเมแทบอลิสม ดูแล ให้ความรู้เรื่องโรคแก่มารดา ดูแลระดับน้ำตาลให้อยู่ในเกณฑปกติ ได้แก่

  • ระดับน้ำตาลก่อนรับประทานอาหารควรอยู่ในช่วง 70-95 mg/dL
  • ระดับน้ำตาลหลังรับประทานอาหาร 1 ชั่วโมงควรไม่เกิน 140 mg/dL
  • ระดับน้ำตาลหลังรับประทานอาหาร 2 ชั่วโมงควรไม่เกิน 140 mg/dL

โดยจะมีการให้เจาะน้ำตาลปลายนิ้วเองที่บ้านทั้งก่อนและหลังอาหาร แล้วนำมาให้แพทย์ประเมิน ปรับการรักษา ซึ่งหากจำเป็นต้องใช้ยารักษา จะเป็นวิธีการฉีดอินซูลิน

2. สูตินรีแพทย์ ดูแลมารดาขณะตั้งครรภ์และทารกในครรภ์อย่างใกล้ชิด เฝ้าระวังภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นดังกล่าวข้างต้นทั้งมารดาและทารกในครรภ์ ตลอดจนการรักษาภาวะแทรกซ้อนได้อย่างทันท่วงที

3. กุมารแพทย์ เฝ้าระวังทารกภาวะแทรกซ้อนที่อาจจะเกิดขึ้นได้ในทารกหลังคลอดดังกล่าว ตลอดจนดูแลรักษาต่อเนื่อง

4. จักษุแพทย์ ดูแลเรื่องภาวะเบาหวานขึ้นตา ซึ่งมารดาที่เป็นเบาหวานขณะตั้งครรภ์ต้องได้รับการตรวจตาโดยจักษุแพทย์เป็นระยะ หรืออย่างน้อยทุกไตรมาส

5. นักโภชนาการหรือนักกำหนดอาหาร ให้ความรู้เกี่ยวกับการรับประทานอาหารที่เหมาะสมขณะตั้งครรภ์ ได้แก่

  • ต้องไม่รับประทานขนมที่ทำมาจากแป้งและน้ำตาล เช่น คุกกี้ ขนมหวานต่างๆ
  • ควรรับประทานผลไม้สดมากกว่าขนม ผลไม้ที่รับประทานได้ควรเป็นผลไม้ที่ไม่มีรสหวานมาก เช่น แก้วมังกร ฝรั่ง แอปเปิ้ลเขียว เป็นต้น
  • ผักสามารถรับประทานได้โดยไม่จำกัดปริมาณ
  • สำหรับข้าวสามารถรับประทานได้ทั้ง 3 มื้อ ในปริมาณที่ไม่มากเกินไป ใน 1 วันไม่ควรเกิน 8 ทัพพีปาด
  • สำหรับเนื้อสัตว์ สามารถรับประทานได้ โดยเลือกเนื้อที่มีไขมันน้อย เช่น ปลา หมู ไก่ เป็นต้น
  • ดื่มนมสดได้วันละ 2 แก้วแต่ควรเป็นนมที่มีไขมันน้อย พร่องมันเนย

6. นักกายภาพบำบัด

มารดามที่เป็นโรคเบาหวานขณะตั้งครรภ์ควรได้รับการตรวจเท้าเพื่อเฝ้าระวังภาวะแทรกซ้อนทางเส้นเลือดและเส้นประสาทส่วนปลาย เพื่อการรักษาได้อย่างรวดเร็ว นอกจากนั้นนักกายภาพบำบัดจะช่วยดูแลเรื่องการออกกำลังกายที่ปลอดภัย เช่น ออกกำลังกายเบา ๆ อย่างสม่ำเสมอวันละ 15-20 นาทีโดยการเดินแกว่งแขน ภายหลังมื้ออาหาร เป็นต้น

“เมื่อเป็นโรคเบาหวานขณะตั้งครรภ์ จะมีโอกาสพัฒนาเป็นโรคเบาหวานชนิดที่ 2 ได้ในอนาคตมากกว่าหญิงปกติถึง 7.4 เท่า การมีระดับน้ำตาลในเลือดสูงติดต่อกันเป็นระยะเวลานานจะส่งผลเสียต่อสุขภาพ เช่น เบาหวานขึ้นตา (Diabetic retinopathy) โรคหัวใจ โรคไต การทำลายของเส้นประสาท เป็นต้น ดังนั้นการพบแพทย์จึงเป็นสิ่งที่สำคัญจำเป็นมาก เพื่อตัวเองและเพื่อลูก ให้ลูกเกิดรอดและแม่ปลอดภัย”

 



ศูนย์การรักษาที่เกี่ยวข้อง

ศูนย์สุขภาพสตรี

สถานที่

055-90-9000 ต่อ 520201, 520202

เวลาทำการ

เบอร์ติดต่อ

แผนกอายุรกรรม

สถานที่

เวลาทำการ

เบอร์ติดต่อ

055909000

แพทย์แนะนำ

ศูนย์ศัลยกรรมทั่วไป

พญ.กิติยา จันทรวิถี

พญ.กิติยา จันทรวิถี

ศูนย์ศัลยกรรมทั่วไป

อายุรแพทย์โรคหัวใจและหลอดเลือด

นพ. ลิขิต กำธรวิจิตรกุล

ศัลยเเพทย์ออร์ปิดิกส์

บทความที่เกี่ยวข้อง

ภาวะเท้าปุก (Clubfoot) เกิดจากอะไร?

ภาวะเท้าปุก หรือ Clubfoot เป็นความผิดปกติของเท้าที่พบตั้งแต่กำเนิด โดยลักษณะของเท้าจะบิดเข้าด้านในและชี้ลงด้านล่าง ส่งผลให้รูปทรงของเท้าผิดปกติ หากไม่ได้รับการรักษา อาจส่งผลต่อการยืน การเดิน และพัฒนาการด้านการเคลื่อนไหวของเด็กในอนาคต

ภาวะเท้าปุก (Clubfoot) เกิดจากอะไร?

ภาวะเท้าปุก หรือ Clubfoot เป็นความผิดปกติของเท้าที่พบตั้งแต่กำเนิด โดยลักษณะของเท้าจะบิดเข้าด้านในและชี้ลงด้านล่าง ส่งผลให้รูปทรงของเท้าผิดปกติ หากไม่ได้รับการรักษา อาจส่งผลต่อการยืน การเดิน และพัฒนาการด้านการเคลื่อนไหวของเด็กในอนาคต

โรคไข้ดิน ภัยเงียบที่มากับดินและน้ำ อัปเดตสถานการณ์ 2026

ในช่วงเดือนเมษายน 2026 นี้ สถานการณ์การระบาดของ โรคไข้ดิน หรือ โรคเมลิออยด์ (Melioidosis) ในประเทศไทยมีความน่ากังวลเพิ่มขึ้น ข้อมูลล่าสุดพบผู้ป่วยสะสมทั่วประเทศแล้วกว่า 732 ราย และมีผู้เสียชีวิตสูงถึง 23 ราย

โรคไข้ดิน ภัยเงียบที่มากับดินและน้ำ อัปเดตสถานการณ์ 2026

ในช่วงเดือนเมษายน 2026 นี้ สถานการณ์การระบาดของ โรคไข้ดิน หรือ โรคเมลิออยด์ (Melioidosis) ในประเทศไทยมีความน่ากังวลเพิ่มขึ้น ข้อมูลล่าสุดพบผู้ป่วยสะสมทั่วประเทศแล้วกว่า 732 ราย และมีผู้เสียชีวิตสูงถึง 23 ราย

แปลผลตรวจเลือด (ฉบับเข้าใจง่าย) พร้อมวิธีเตรียมตัวก่อนตรวจสุขภาพ (อัปเดต 2026)

รู้จักค่าผลเลือดสำคัญ เช่น น้ำตาล ไขมัน ความดัน ไต ตับ และกรดยูริก พร้อมค่าปกติและสัญญาณเตือนโรค เบาหวาน หัวใจ ไต ตรวจสุขภาพอย่างเข้าใจโดยแพทย์

ธนิยะ วงศ์วาร นพ. ธนิยะ วงศ์วาร

ดูรายละเอียดเพิ่มเติม
แปลผลตรวจเลือด (ฉบับเข้าใจง่าย) พร้อมวิธีเตรียมตัวก่อนตรวจสุขภาพ (อัปเดต 2026)

รู้จักค่าผลเลือดสำคัญ เช่น น้ำตาล ไขมัน ความดัน ไต ตับ และกรดยูริก พร้อมค่าปกติและสัญญาณเตือนโรค เบาหวาน หัวใจ ไต ตรวจสุขภาพอย่างเข้าใจโดยแพทย์

ธนิยะ วงศ์วาร นพ. ธนิยะ วงศ์วาร

ดูรายละเอียดเพิ่มเติม