บทความทางการแพทย์
รู้หรือไม่ CT และ MRI แตกต่างกันอย่างไร

การตรวจวินิจฉัยโรคในปัจจุบันมีการนำเทคโนโลยีต่างๆที่ทันสมัยมาใช้อย่างแพร่หลาย ช่วยให้แพทย์สามารถอ่านและแปลผลการตรวจได้ง่าย และวินิจฉัยได้อย่างแม่นยำมากขึ้น การตรวจ CT  ​และ MRI ถือว่าเป็นเครื่องมือช่วยในการวินิจฉัยโรคที่มีบทบาทสำคัญอย่างมาก หลายท่านอาจยังไม่เคยทราบว่าการตรวจด้วยเครื่องมือทั้ง 2 ชนิด มีความแตกต่างกันอย่างไร

เครื่องตรวจวินิจฉัยโรคด้วยสนามแม่เหล็กไฟฟ้า

3 Tesla Magnetic Resonance Imaging (MRI 3 Tesla)

คือ การตรวจหาความผิดปกติของระบบต่างๆ ในร่างกายโดยใช้คลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า และการสะท้อนของคลื่นวิทยุมาประกอบกันแล้วแปลงเป็นสัญญาณบนจอคอมพิวเตอร์ ภาพที่ได้จะเป็นภาพตัดขวาง 3 มิติ สามารถใช้ตรวจอวัยวะได้เกือบทุกส่วนของร่างกาย สามารถสร้างภาพเสมือนจริงของอวัยวะภายในร่างกายโดยเฉพาะ สมอง หัวใจ กล้ามเนื้อเส้นประสาท และส่วนที่เป็นมะเร็ง

 

MRI ตรวจอะไรได้บ้าง

  • ระบบสมอง ความผิดปกติภายในกะโหลกศีรษะ สมอง ต่อมใต้สมอง หูชั้นใน สามารถมองเห็นรอยโรคได้อย่างชัดเจน เช่นภาวะสมองขาดเลือดโดยเฉพาะในช่วงแรก ความผิดปกติบริเวณก้านสมอง เนื้องอกของสมอง ลมชัก
  • ระบบช่องท้อง ความผิดปกติของช่องท้อง อวัยวะในอุ้งเชิงกราน มดลูก ต่อมลูกหมาก กระเพาะปัสสาวะ ท่อทางเดินน้ำดี และถุงน้ำดี เช่น นิ่วหรือเนื้องอก

  • ระบบหลอดเลือดดำและแดง ความผิดปกติของหลอดเลือดสมอง การตีบตันของหลอดเลือดไต สามารถตรวจได้โดยไม่ต้องเสี่ยงจากการฉีดสารทึบรังสีและการใส่สายสวน เพื่อฉีดสี

  • ระบบกล้ามเนื้อ เส้นเอ็นยึดกระดูกและข้อ ใช้ได้ดีในการตรวจระบบกล้ามเนื้อและข้อ เช่น การบาดเจ็บหรือฉีกขาดของเส้นเอ็นหรือกระดูกอ่อนบริเวณข้อต่างๆ การขาดเลือดไปเลี้ยงที่หัวของกระดูกต้นขา เนื้องอกภายในกระดูก

  • ระบบไขสันหลัง ความผิดปกติภายในระบบกระดูกสันหลัง ไขสันหลังและเส้นประสาท เช่น หมอนรองกระดูกทับเส้นประสาท

  • ระบบหัวใจและปอด ความผิดปกติต่างๆ บริเวณทรวงอก หัวใจ ปอด และเต้านม

 

ข้อควรหลีกเลี่ยงของการตรวจ MRI

ปัจจุบันยังไม่พบรายงานผลกระทบต่อสุขภาพจากการตรวจ MRI แต่มีข้อควรระวังดังนี้

1.ผู้ที่มีโลหะฝังอยู่ในร่างกาย

- ผ่าตัดติดคลิปอุดหลอดเลือดในโรคหลอดเลือดโป่งพอง

- ใส่ลิ้นหัวใจเทียม ใส่เครื่องกระตุ้นการทำงานของหัวใจ

- ผู้ที่ใส่ Stent ที่หลอดเลือดหัวใจต้องสอบถามแพทย์ว่าเป็น Stent ชนิดใด ทำ MRI ได้หรือไม่

- ใส่อวัยวะเทียมภายในหู ดามกระดูก เปลี่ยนข้อเทียม

2.ไม่ควรใช้อายแชโดว์และมาสคาร่า เพราะอาจมีส่วนผสมของโลหะ ทำให้เกิดเป็นสิ่งแปลกปลอมในภาพได้

3.ข้อมูลในปัจจุบันไม่พบว่า MRI มีอันตรายต่อทารกในครรภ์แต่ถ้าไม่จำเป็นจริงๆ แนะนำให้หลีกเลี่ยงการตรวจในระยะ 3 เดือนแรกของการตั้งครรภ์

 

เครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ความเร็วสูง

CT Scan 128 slices

ใช้ตรวจหาความผิดปกติของอวัยวะต่างๆ โดยการฉายรังสี X-Ray ผ่านอวัยวะในแนวตัดขวางและใช้คอมพิวเตอร์ความละเอียดสูงแปลงสัญญาณเป็นภาพ 3 มิติ ซึ่งภาพจะมีความละเอียดและชัดเจนสูง ใช้เวลาตรวจที่รวดเร็วช่วยให้ตรวจวินิจฉัยโรคได้รวดเร็วและแม่นยำ สามารถตรวจได้ทั้งร่างกายตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า เช่น ระบบสมองระบบหลอดเลือดระบบหัวใจ ตรวจหาเนื้องอกและมะเร็ง

 

ข้อดีของ CT Scan

  • ตรวจได้รวดเร็ว ได้ภาพที่ละเอียดชัดเจน แยกความทึบของเนื้อเยื่อต่างๆ ในร่างกายได้ละเอียดมาก บอกขนาดตำแหน่งของส่วนที่ผิดปกติและการกระจายของโรคได้
  • แยกตรวจอวัยวะต่างๆ แต่ละส่วนโดยภาพไม่ทับซ้อนกัน
  • ลดความเจ็บปวดและอันตรายจากการตรวจพิเศษทางรังสีแบบอื่นๆ เช่น ระบบหลอดเลือด ระบบลำไส้
  • ให้ข้อมูลของอวัยวะในภาคตัดขวาง ซึ่งสามารถแสดงรายละเอียดและโครงสร้างของอวัยวะได้ดีกว่าการตรวจเอกซเรย์ทั่วไป และสามารถนำมาสร้างภาพในระนาบอื่นและภาพ 3 มิติได้
  • ระยะเวลาในการตรวจเร็ว ทำให้สามารถทำการตรวจในผู้ป่วยที่มีอาการสั่น ไม่นิ่งหรือผู้ป่วยที่ไม่ให้ความร่วมมือ
  • เหมาะสำหรับผู้ป่วยที่สงสัยเลือดออกในสมองเฉียบพลัน ผู้ป่วยที่ประสบอุบัติเหตุ

 

ความแตกต่างที่สำคัญระหว่าง MRI และ CT Scan

1.CT Scan ใช้รังสีเอ็กซ์ผ่านตัวผู้รับบริการเพื่อให้เกิดภาพ MRI ใช้วิธีการสร้างสนามแม่เหล็กไฟฟ้าเพื่อให้เกิดภาพ ปัจจุบันยังไม่พบว่ามีผลกระทบกับสุขภาพ ดังนั้นการตรวจ MRI จึงถือได้ว่ามีความปลอดภัยมากกว่าการตรวจ CT Scan

2.MRIเหมาะกับการตรวจเนื้อเยื่ออ่อน แต่ CT Scan เหมาะกับการตรวจกระดูก หากต้องการวินิจฉัยโรคที่เกี่ยวกับกระดูก การตรวจด้วย CT scan จะเป็นทางเลือกที่เหมาะสมมากกว่า

3.CT Scan ใช้เวลาในการตรวจสั้นมาก เวลาที่ใช้ในการตรวจมักจะไม่เกิน 10-15 นาที ส่วนการตรวจด้วย MRI ต้องใช้เวลานานกว่า บางครั้งอาจนานถึง 1 ชม.

4.ผู้ที่มีโลหะอยู่ในร่างกายเป็นข้อห้ามในการตรวจ MRI  ผู้รับการตรวจ MRI จะต้องเข้าไปอยู่ในสนามแม่เหล็กขนาดใหญ่ หากมีโลหะทั้งภายในและภายนอกร่างกายก็อาจจะเป็นอันตรายได้ ส่วน CT Scan ไม่มีข้อห้ามเพียงแต่ภาพบริเวณโลหะอาจไม่ชัดเจน

5.สารเพิ่มความชัดของภาพ (contrast media) ที่ใช้แตกต่างกัน การตรวจ CT Scan สารทึบแสงที่ใช้เพื่อเพิ่มความชัดเจนของภาพ มักจะเป็นชนิดที่มีส่วนประกอบของ iodine ส่วนการตรวจ MRI นั้น สารเพิ่มความชัดของภาพ ไม่มีส่วนของ iodine เป็นส่วนประกอบ

 

 

สอบถามเพิ่มเติม ศูนย์รังสีวินิจฉัย โทร.055-90-9000 ต่อ 4171, 9123