บทความทางการแพทย์
โรคมือเท้าปาก โรคระบาดที่มากับหน้าฝน

ข้อมูลของสำนักระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม – 4 มิถุนายน 2561 พบผู้ป่วยโรคมือเท้าปากแล้ว จำนวน 13,554 ราย ไม่มีรายงานผู้เสียชีวิต โดยผู้ป่วยเกือบทั้งหมด (ร้อยละ 85.8) เป็นกลุ่มเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี ที่อยู่ในโรงเรียน หรือสถานเลี้ยงเด็ก ซึ่งหากไม่ได้รับการดูแลเป็นพิเศษจะก่อให้เกิดการแพร่กระจายของเชื้อได้อย่างรวดเร็ว

โรคมือเท้าปาก เป็นโรคติดต่อที่เกิดจากกลุ่มเอนเทอโรไวรัส(Enterovirus) ที่อาศัยอยู่ในลำไส้คน ทารกและเด็กเล็กมีโอกาสป่วยเป็นโรคนี้ได้ง่ายและรุนแรงมากกว่าเด็กโต และเป็นอีกโรคหนึ่งที่ต้องเฝ้าระวังการแพร่ระบาดในช่วงหน้าฝน

 

การติดต่อ
มือเท้าปาก ติดต่อจากการสัมผัสน้ำลาย น้ำมูก อุจจาระ และน้ำจากแผลตุ่มพอง โดยอาจเข้าปากโดยตรง  หรืออาจติดมากับมือ ของเล่น ไอ จาม รวมไปถึงการใช้ภาชนะในการรับประทานอาหารร่วมกัน
 
 
การรักษา
ปัจจุบันโรคมือเท้าปาก ยังไม่มีวัคซีนป้องกันโรค และยังไม่มียาต้านไวรัสที่ใช้รักษาจำเพาะ แพทย์จะรักษาตามอาการ เช่น ให้ยาลดไข้ ยาแก้ปวด หยอดยาชาในปากเพื่อลดอาการเจ็บแผลที่ปาก ดื่มน้ำเกลือแร่หรือให้น้ำเกลือทางหลอดเลือด   เพื่อชดเชยการขาดน้ำ เด็กที่มีอาการรุนแรงหรือมีภาวะแทรกซ้อนต้องเฝ้าดูอาการอย่างใกล้ชิดจากแพทย์
 
 
การเฝ้าระวังอาการ
อาการแสดงของโรค คือ มีไข้ ผื่น ตุ่มน้ำใส หรือเม็ดแดงๆ ในปาก ฝ่ามือ ฝ่าเท้า หรือก้น  หากพบเด็กมีอาการควรพิจารณาให้หยุดเรียนและพักรักษาจนกว่าจะหาย ถ้ามีอาการแทรกซ้อน เช่น ไข้สูง ซึม อาเจียน หอบ ต้องรีบพาไปพบแพทย์รับการรักษาที่โรงพยาบาลทันที เพราะอาจติดเชื้อไวรัสสายพันธุ์รุนแรง เสี่ยงต่อการเสียชีวิตได้มากกว่าสายพันธุ์ปกติ
 
กรมควบคุมโรค แนะนำ 4 วิธีป้องกันโรคมือเท้าปาก
 
1. การลดการสัมผัสเชื้อที่อยู่ในน้ำมูก น้ำลาย น้ำจากแผลตุ่มพอง หรืออุจจาระของผู้ป่วย ซึ่งมักจะติดอยู่บนมือแล้วนำเข้าปากหรือจับของเล่น      ของใช้ ทำให้กระจายสู่ผู้อื่นได้
2. หมั่นทำความสะอาดของใช้และของเล่นเด็กเป็นประจำ เพื่อลดเชื้อโรคในสิ่งแวดล้อม
3. หมั่นให้เด็กล้างมือบ่อยๆ ด้วยน้ำและสบู่ หรือเจลแอลกอฮอล์ ทั้งก่อนและหลังรับประทานอาหารหรือเข้าห้องน้ำ
4. หากพบเด็กป่วย ควรให้หยุดเรียนและรักษาจนกว่าจะหายดี ควรแยกของใช้ส่วนตัวเด็กป่วยออกจากเด็กปกติ และไม่ควรคลุกคลีกับคนอื่นๆ ในครอบครัวหรือชุมชน เพื่อชะลอการระบาดและการแพร่กระจายเชื้อ
 
หากประชาชนมีข้อสงสัย สามารถสอบถามเพิ่มเติมได้ที่ สายด่วนกรมควบคุมโรค โทร. 1422